Blog
Belotero Filler รุ่นไหน เหมาะกับคุณที่สุด | เจาะลึกฟิลเลอร์ Belotero
Belotero Filler รุ่นไหน เหมาะกับคุณที่สุด
การดูแลรูปหน้าและผิวพรรณด้วย โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ เป็นแนวทางที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะฟิลเลอร์จากยุโรปที่มีการพัฒนาโครงสร้างเจลให้สอดคล้องกับลักษณะผิวมนุษย์ หนึ่งในชื่อที่ถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวางคือ Belotero Filler
บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจ Belotero Filler อย่างละเอียด ตั้งแต่หลักการปรับรูปหน้าด้วยฟิลเลอร์ ไปจนถึงการเจาะลึกฟิลเลอร์ Belotero แต่ละรุ่น ได้แก่
เพื่อช่วยให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจและเตรียมข้อมูลก่อนเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์
Belotero Filler คืออะไร
Belotero Filler คือฟิลเลอร์ในกลุ่ม Hyaluronic Acid (HA) จากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ พัฒนาโดยเทคโนโลยีเฉพาะที่เรียกว่า Cohesive Polydensified Matrix (CPM) ซึ่งช่วยให้เนื้อฟิลเลอร์มีความยืดหยุ่นและกระจายตัวได้ดีในชั้นผิว
คุณสมบัติสำคัญของ Belotero Filler คือ
- เนื้อเจลเรียบเนียน กลืนกับผิวได้ดี
- เคลื่อนไหวสอดคล้องกับการแสดงสีหน้า
- เหมาะกับการใช้งานหลายระดับชั้นผิว ตั้งแต่ผิวตื้นจนถึงผิวลึก
Belotero จึงถูกนำมาใช้ในโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์เพื่อดูแลทั้งเรื่องโครงหน้า ร่องลึก และคุณภาพผิว
หลักการปรับรูปหน้าด้วยฟิลเลอร์
ก่อนจะเข้าใจว่า Belotero Filler รุ่นไหนเหมาะกับคุณ ควรเริ่มจากหลักการพื้นฐานของการปรับรูปหน้าด้วยฟิลเลอร์
ฟิลเลอร์ทำงานอย่างไรกับโครงหน้า
ฟิลเลอร์ HA มีคุณสมบัติอุ้มน้ำ เมื่อฉีดเข้าสู่ชั้นผิวจะช่วย
- เติมเต็มบริเวณที่มีการยุบตัว
- เสริมความต่อเนื่องของแนวโครงหน้า
- ช่วยให้ผิวดูอิ่มน้ำมากขึ้น
การเลือกชนิดฟิลเลอร์จะขึ้นอยู่กับ
- ตำแหน่งที่ฉีด
- ความลึกของชั้นผิว
- ลักษณะปัญหาของแต่ละบุคคล
ทำไมต้องเลือกฟิลเลอร์ให้เหมาะกับตำแหน่ง
ฟิลเลอร์แต่ละรุ่นมีค่าความแน่น ความยืดหยุ่น และความสามารถในการคงรูปต่างกัน หากเลือกไม่เหมาะสม อาจทำให้เนื้อฟิลเลอร์ไม่สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของผิว
Belotero Filler ถูกออกแบบมาเป็นหลายรุ่น เพื่อรองรับการใช้งานในตำแหน่งที่แตกต่างกันอย่างเฉพาะเจาะจง
เจาะลึก Belotero Filler แต่ละรุ่น
Belotero Volume

Belotero Volume เป็นฟิลเลอร์ที่มีโครงสร้างเนื้อเจลค่อนข้างแน่น เหมาะกับการใช้งานในชั้นผิวลึก
ลักษณะเด่น
- ช่วยเสริมโครงสร้างใบหน้า
- รองรับน้ำหนักผิวได้ดี
- คงรูปได้ดีในบริเวณที่ต้องการมิติ
ตำแหน่งที่นิยมใช้
- แก้มตอบ
- ขมับ
- โหนกแก้ม
- แนวกรอบหน้า
Belotero Volume เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาโครงหน้าดูยุบ หรือขาดมิติจากการเปลี่ยนแปลงตามวัย
Belotero Intense

Belotero Intense เป็นฟิลเลอร์ที่มีความยืดหยุ่นและแน่นปานกลาง เหมาะกับร่องลึกที่มีการขยับตามสีหน้า
ลักษณะเด่น
- ให้การเติมเต็มที่ชัดเจน
- รองรับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ
- ช่วยให้ร่องดูเรียบขึ้น
ตำแหน่งที่นิยมใช้
- ร่องแก้ม
- ร่องน้ำหมาก
- บริเวณมุมปาก
Belotero Intense มักถูกเลือกใช้ในกรณีที่ร่องลึกเกิดจากการแสดงสีหน้าร่วมกับโครงสร้างผิวที่เปลี่ยนไป
Belotero Balance

Belotero Balance เป็นฟิลเลอร์เนื้อบาง เนียน เหมาะกับผิวชั้นตื้นและบริเวณที่ต้องการความละเอียดสูง
ลักษณะเด่น
- กลืนกับผิวได้ดี
- ลดโอกาสเห็นขอบเจล
- เหมาะกับผิวบาง
ตำแหน่งที่นิยมใช้
- ใต้ตา
- ร่องตื้น
- บริเวณที่ต้องการความเป็นธรรมชาติของผิว
Belotero Balance เหมาะสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องผิวบาง หรือไม่ต้องการให้เห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน
Belotero Revive

Belotero Revive เป็นฟิลเลอร์ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลคุณภาพผิวโดยเฉพาะ ผสาน Hyaluronic Acid กับ Glycerol
ลักษณะเด่น
- ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว
- ผิวดูอิ่มน้ำ
- เหมาะกับการดูแลผิวหน้าโดยรวม
ตำแหน่งที่นิยมใช้
- ทั่วใบหน้า
- ลำคอ
- หลังมือ
Belotero Revive มักใช้ในโปรแกรมที่เน้นการดูแลผิว มากกว่าการปรับโครงหน้า
เปรียบเทียบ Belotero Filler แต่ละรุ่น
| รุ่น | ความแน่น | เหมาะกับ | ชั้นผิว |
|---|---|---|---|
| Volume | สูง | โครงหน้า | ลึก |
| Intense | ปานกลาง-สูง | ร่องลึก | กลาง |
| Balance | ต่ำ | ผิวบาง | ตื้น |
| Revive | ต่ำ | คุณภาพผิว | ตื้น |
ใครเหมาะกับโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ Belotero
Belotero Filler เหมาะกับผู้ที่
- ต้องการดูแลโครงหน้าอย่างเป็นธรรมชาติ
- มีปัญหาร่องลึกหรือผิวขาดความชุ่มชื้น
- ต้องการฟิลเลอร์ที่เคลื่อนไหวสอดคล้องกับใบหน้า
อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้รุ่นใด ควรอยู่ภายใต้การประเมินของแพทย์เป็นรายบุคคล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Belotero Filler
Belotero Filler ต่างจากฟิลเลอร์ทั่วไปอย่างไร
Belotero ใช้เทคโนโลยี CPM ทำให้เนื้อฟิลเลอร์มีความต่อเนื่องกับผิวมากขึ้น ลดความแข็งหรือเป็นก้อนในบางตำแหน่ง
ต้องใช้กี่รุ่นในหนึ่งใบหน้า
ขึ้นอยู่กับโครงหน้าและปัญหาผิว บางกรณีอาจใช้มากกว่า 1 รุ่น เพื่อให้เหมาะกับแต่ละตำแหน่ง
สรุป Belotero Filler รุ่นไหนเหมาะกับคุณ
Belotero Filler ไม่ได้มีรุ่นที่ “ดีที่สุด” เพียงรุ่นเดียว แต่มีรุ่นที่เหมาะสมกับตำแหน่งและปัญหาที่แตกต่างกัน
- ต้องการโครงหน้า → Belotero Volume
- ต้องการเติมร่องลึก → Belotero Intense
- ผิวบาง ใต้ตา → Belotero Balance
- ดูแลผิวโดยรวม → Belotero Revive
การประเมินโดยแพทย์จะช่วยให้เลือกแนวทางการดูแลที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากที่สุด
หากคุณกำลังพิจารณาโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ Belotero และต้องการข้อมูลที่เหมาะกับโครงหน้าและสภาพผิวของคุณ แนะนำให้เข้ารับคำปรึกษาเพื่อการประเมินอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
TARARIN CLINIC
ผู้ส่งมอบความงามเพื่อทุกคนที่ต้องการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง
“New confidence, New you”
โปรแกรม PN-Vita ทางเลือกดูแลฝ้าและผิวหมองคล้ำที่ช่วยดูแลอย่างปลอดภัย ด้วย Vitaran PN
เข้าใจ “ฝ้า” ปัญหาผิวที่มากกว่าความหมองคล้ำ
หนังตาหย่อน แก้ไขได้ด้วยแนวทางที่เหมาะกับคุณ
หนังตาหย่อน ปัญหาที่แก้ได้ เพื่อดวงตาที่ดูสดใสและอ่อนวัย
ตาปรือ อาการเปลือกตาตกที่ไม่ควรละเลย พร้อมแนวทางดูแลและแก้ไขอย่างเหมาะสม
ทำความเข้าใจกับอาการ “ตาปรือ” คืออะไร?
อาการตาปรือ คือภาวะที่หนังตาหรือเปลือกตาบนหย่อนลงมาปิดทับดวงตาหรือบางส่วนของตาดำ ส่งผลให้ดูเหมือนตาล้า ง่วง หรือไม่สดใส ทั้งยังอาจกระทบต่อการมองเห็นในบางราย อาการนี้เกิดได้กับทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีกรรมพันธุ์หรือปัจจัยจากการใช้กล้ามเนื้อตามากเกินไป
ภาวะตาปรืออาจเกิดข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ และบางครั้งอาจมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มองเห็นไม่ถนัด ต้องเงยหน้าหรือเลิกคิ้วอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ตามองชัดเจนขึ้น
สาเหตุของตาปรือ มีอะไรบ้าง?
อาการตาปรือเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ดังนี้:
สาเหตุทางพันธุกรรม
บางคนมีโครงสร้างหนังตาหรือกล้ามเนื้อตามาโดยกำเนิดที่ไม่แข็งแรง หรือชั้นตาไม่ชัด ทำให้ดวงตาดูปรือแม้ในช่วงวัยหนุ่มสาว ซึ่งมักพบร่วมกับอาการตาสองชั้นหลบใน หรือไม่มีชั้นตาชัดเจน
อายุที่เพิ่มขึ้น
เมื่ออายุเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อตาที่ทำหน้าที่ยกเปลือกตาจะอ่อนแรงลง ผนวกกับความหย่อนคล้อยของผิวหนัง ทำให้เปลือกตาตกลงมาปิดทับดวงตา
พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน
การใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน ขยี้ตาบ่อย ๆ หรือการอดนอนสะสม เป็นปัจจัยที่ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักและอ่อนล้า จนเกิดอาการตาปรือ
โรคหรือภาวะทางระบบประสาท
ภาวะตาปรืออาจเกี่ยวข้องกับโรคทางระบบประสาท เช่น กล้ามเนื้อลีบจากเส้นประสาทเสื่อม หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด MG (Myasthenia Gravis) ซึ่งควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย
ตาปรือกระทบต่อชีวิตอย่างไร?
แม้อาการตาปรือจะไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่ก็ส่งผลกระทบได้หลายด้าน เช่น
- บุคลิกภาพ: ทำให้ดูเหนื่อยล้า ไม่สดใส ขาดความมั่นใจในการพบปะผู้คน
- การมองเห็น: หนังตาที่ตกลงมาปิดดวงตา ทำให้มองเห็นภาพไม่ชัด
- อาการเมื่อยล้าบริเวณหน้าผาก: เพราะต้องเลิกคิ้วหรือเงยหน้าเพื่อมองเห็นชัดขึ้น
- สุขภาพตา: การขยี้ตาบ่อยเพราะระคายเคือง อาจทำให้เกิดริ้วรอยหรือปัญหาหนังตาหย่อนคล้อยเร็วขึ้น
วิธีดูแลและแนวทางการแก้ไขอาการตาปรือ
ปรับพฤติกรรมและการใช้ชีวิต
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงการขยี้ตา
- เลือกใช้อุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น เช่น แว่นตาแทนคอนแทคเลนส์หากใช้เวลานาน
ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลรอบดวงตา
- ครีมบำรุงรอบดวงตาเพื่อช่วยลดความบวม
- การใช้เจลประคบเย็นช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา
ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแนวทางที่เหมาะสม
ในบางกรณี หากอาการตาปรือมีผลกระทบต่อการมองเห็นหรือภาพลักษณ์ การรับคำแนะนำจากแพทย์ที่มีประสบการณ์ในด้านการดูแลรอบดวงตา หรือผู้เชี่ยวชาญในหัตถการหนังตา อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย โดยแพทย์จะประเมินว่าควรใช้แนวทางใด เช่น
- การดูแลเปลือกตาแบบไม่ต้องผ่าตัด
- โปรแกรมดูแลเปลือกตา (Eyelid Care Program) เช่น การใช้พลังงานคลื่นหรือเทคโนโลยีเฉพาะเพื่อฟื้นฟูความกระชับ
- การประเมินเพื่อการผ่าตัดเปลือกตาบน (โดยแพทย์เฉพาะทาง หากเหมาะสมกับอาการ)
ทั้งนี้การดูแลต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นรายบุคคล และควรตรวจสอบความพร้อมทางสุขภาพก่อนรับบริการทุกครั้ง
อาการที่ควรสังเกต หากตาปรือมากผิดปกติ
หากคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้ร่วมกับตาปรือ ควรรีบปรึกษาแพทย์:
- ตามัว มองเห็นไม่ชัด
- ปวดตา หรือปวดศีรษะร่วม
- เปลือกตาตกมากข้างเดียวอย่างเฉียบพลัน
- มีอาการของกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคเกี่ยวกับเส้นประสาทหรือสมอง ซึ่งต้องรับการวินิจฉัยเพิ่มเติมโดยเร็ว
ปรับลุคดวงตาให้สดใสมั่นใจมากขึ้นได้อย่างไร?
สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องตาปรือจากโครงสร้างตาหรือเปลือกตาหย่อน การวางแผนปรับรูปตาโดยผู้เชี่ยวชาญ สามารถช่วยเสริมบุคลิกภาพให้ดีขึ้นได้ โดยควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ประกอบกัน:
- ความสมดุลของกล้ามเนื้อตาทั้งสองข้าง
- สัดส่วนของเปลือกตาและเบ้าตา
- ความต้องการเฉพาะตัวของผู้เข้ารับบริการ เช่น อยากได้ลุคสดใส ธรรมชาติ
การดูแลเปลือกตาไม่จำเป็นต้องทำศัลยกรรมเสมอไป เพราะมีโปรแกรมดูแลดวงตาหลายประเภทที่ไม่ต้องใช้การผ่าตัด โดยควรเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับคุณร่วมกับแพทย์
หากคุณกำลังเผชิญกับอาการตาปรือ เปลือกตาตก หรือรู้สึกไม่มั่นใจในรูปลักษณ์ของดวงตา อย่าปล่อยไว้จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ติดต่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลผิวรอบดวงตา และรับคำแนะนำอย่างเหมาะสมได้ที่ TARARIN CLINIC ทุกสาขา
TARARIN CLINIC
ผู้ส่งมอบความงามเพื่อทุกคนที่ต้องการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง
“New confidence, New you”
โปรแกรม Liquid PCL เติม belluxi เพื่อผิวแน่นกระชับ คืนความสดใสให้ผิวหน้า
belluxi คืออะไร? ทำไมถึงได้รับความสนใจ
โปรแกรม Fresh Collagen ผิวชุ่มฟู ดูสดใส (Therafill Pure Atelocollagen Type I)
Therafill คืออะไร?

Therafill (เธอราฟิล) คือสารเติมเต็มผิวจากคอลลาเจนบริสุทธิ์ชนิดที่ 1 (Type I Collagen) ซึ่งสกัดจากโคที่ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์สูง หรือที่เรียกว่า Pure Atelocollagen โดยปราศจากสารกระตุ้นภูมิ ทำให้สามารถใช้ในงานเวชกรรมผิวหนังเพื่อการเติมเต็มผิว และฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึกได้อย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลโดยแพทย์เท่านั้น
จุดเด่นของ Therafill คือสามารถช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใหม่ให้กับผิว ฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสื่อมลงตามวัย และช่วยให้ผิวกลับมาชุ่มฟู แลดูอิ่มน้ำมากขึ้น
Fresh Collagen Program ที่ TARARIN CLINIC
Fresh Collagen Program คือโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูคุณภาพผิว โดยใช้ Therafill บริสุทธิ์ในการเติมเต็มชั้นผิวแท้ โดยเน้นฟื้นฟูในระดับลึกมากกว่าการให้ผิวเพียงชุ่มฉ่ำจากภายนอก
จุดเด่นของโปรแกรม
- ใช้สาร Pure Atelocollagen Type I ซึ่งใกล้เคียงกับคอลลาเจนธรรมชาติของผิวมนุษย์
- ผ่านการควบคุมและดูแลการฉีดโดยแพทย์ในคลินิก
- ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เนื่องจากไม่มีสารกระตุ้นภูมิ
- ช่วยลดปัญหาร่องตื้น ร่องลึก ผิวขาดน้ำ และผิวไม่สดใส
เหมาะกับใคร?
- ผู้ที่มีผิวแห้ง ขาดน้ำ
- ผู้ที่มีผิวเริ่มหย่อนคล้อย
- ผู้ที่มีริ้วรอยบาง ๆ หรือร่องลึกที่เกิดจากคอลลาเจนในชั้นผิวลดลง
- ผู้ที่ต้องการผิวอิ่มฟู ดูสดใสโดยไม่พึ่งสารเติมเต็มจำพวก Hyaluronic Acid

กระบวนการทำงานของ Therafill กับผิว
Therafill ทำงานโดยเติมเต็มคอลลาเจนในผิวชั้นแท้ และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นการฟื้นฟูผิวจากภายในออกมาโดยไม่ต้องใช้สารที่ให้โวลลุ่มทันทีเหมือน Filler
เมื่อฉีดเข้าไปในผิว Therafill จะช่วย:
- เติมเต็มบริเวณที่ขาดคอลลาเจน
- ช่วยพยุงโครงสร้างผิวให้ดูเต่งตึงขึ้น
- ฟื้นฟูเซลล์ผิวให้กลับมาทำงานได้ดีอีกครั้ง

ความแตกต่างระหว่าง Therafill กับการฉีด Filler ทั่วไป
| รายการ | Therafill | Filler ทั่วไป (HA) |
|---|---|---|
| สารประกอบหลัก | คอลลาเจน Type I | Hyaluronic Acid |
| วัตถุประสงค์ | ฟื้นฟูผิวแท้ กระตุ้นสร้างคอลลาเจนใหม่ | เพิ่มโวลลุ่ม เติมเต็มทันที |
| ระยะเวลาเห็นผล | ค่อย ๆ เห็นผลภายใน 2-4 สัปดาห์ | เห็นผลทันที |
| ความคงตัว | อยู่ได้นาน 3-6 เดือน | อยู่ได้นาน 6-12 เดือน |
| ผลข้างเคียง | ต่ำมาก | ต้องดูแลตามบริเวณที่ฉีด |
ทำไมต้องเลือก Therafill กับ TARARIN CLINIC?
- ให้บริการโดยทีมแพทย์ที่ผ่านการอบรมการใช้สารเติมเต็มผิวอย่างถูกต้อง
- คลินิกได้มาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข
- ให้คำแนะนำตามสภาพผิวจริง ไม่มีการขายคอร์สเกินความจำเป็น
- เน้นการดูแลหลังทำอย่างต่อเนื่อง
- โปรแกรมช่วยดูแลให้ปลอดภัย ได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้ในสถานพยาบาล
ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำโปรแกรม
- โปรแกรมนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่มีประวัติแพ้โปรตีนจากสัตว์ หรือโรคภูมิแพ้
- ควรหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าหรือสครับผิว 1-2 วันก่อนทำ
- แนะนำให้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนเสมอ
- ควรเข้ารับการทำต่อเนื่องตามคำแนะนำเพื่อผลลัพธ์ที่ดี
หากคุณกำลังมองหาวิธีฟื้นฟูผิวหน้าให้ดูเป็นธรรมชาติ ด้วยสารเติมเต็มที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อผิวของคุณโดยไม่เน้นการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน โปรแกรม Fresh Collagen จาก TARARIN CLINIC คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือปรึกษาแพทย์ได้ที่ TARARIN CLINIC ทุกสาขา
XERF โปรแกรมยกกระชับผิวแบบ Dual เจาะลึกถึง 2 ชั้นในครั้งเดียว
XERF คืออะไร? ทำไมถึงเป็นที่นิยมในปี 2025 และคาดว่าจะแรงไม่หยุดในปี 2026
XERF (เซิร์ฟ) คือเทคโนโลยียกกระชับผิวหน้าล่าสุดที่ใช้คลื่นวิทยุแบบ Monopolar RF Dual-Frequency หรือสองความถี่พร้อมกัน (ความถี่ 6.78 MHz และ 2 MHz) ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย แก้มตก กรอบหน้าไม่ชัด โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องฉีด และที่สำคัญคือไม่ต้องพักฟื้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ทันที หากคุณกำลังมองหาวิธีทำให้ผิวหน้ากระชับ ดูอ่อนเยาว์ แต่ไม่อยากเสี่ยงกับการผ่าตัด หรือเคยทำ Thermage แล้วรู้สึกเจ็บมาก XERF อาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังมองหา

จุดเด่นของ XERF ที่ต่างจาก RF ทั่วไป
- ใช้คลื่นวิทยุ 2 ความถี่ทำงานพร้อมกัน (6.78 MHz และ 2 MHz)
- ยกกระชับได้ทั้งผิวชั้นตื้นและชั้น SMAS (ชั้นลึกที่รองรับใบหน้า)
- เห็นผลทันทีหลังทำเสร็จ ไม่ต้องรอนานเหมือน HIFU
- เจ็บน้อยกว่า Thermage และ HIFU มาก
- ไม่มี Downtime กลับไปทำงานได้เลย
หลักการทำงานของ XERF แบบ Dual-Frequency RF
เทคโนโลยีคลื่นวิทยุสองความถี่คืออะไร
สิ่งที่ทำให้ XERF แตกต่างจากเทคโนโลยี RF แบบเดิมคือการใช้คลื่นวิทยุ 2 ความถี่ทำงานพร้อมกัน:
1. ความถี่สูง 6.78 MHz
- เจาะลึกถึงชั้นผิวหนังส่วนต้น (Dermis)
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่
- ทำให้ผิวดูเรียบเนียน ริ้วรอยตื้นขึ้น
2. ความถี่ต่ำ 2 MHz
- เจาะลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System)
- ยกกระชับโครงสร้างใบหน้าจากภายใน
- ช่วยให้แก้มไม่ตก กรอบหน้าชัดเจน
การผสมผสานความถี่ทั้งสองนี้ทำให้ XERF ให้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมและเป็นธรรมชาติมากกว่า RF แบบความถี่เดียว
กระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนด้วย XERF
เมื่อคลื่นวิทยุจาก XERF ส่งเข้าสู่ผิว จะเกิดกระบวนการดังนี้:
- ความร้อนที่ควบคุมได้ – อุณหภูมิ 40-45°C ทำให้คอลลาเจนเดิมหดตัวทันที ผิวกระชับขึ้นทันที
- กระตุ้นเซลล์ Fibroblasts – เซลล์สร้างคอลลาเจนทำงานเพิ่มขึ้น ผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่
- ปรับโครงสร้างชั้น SMAS – ยกกระชับใบหน้าจากชั้นลึก เหมือนการทำศัลยกรรมแบบไม่ผ่าตัด
- ทำงาน 3 ระดับความลึก – ทั้งผิวชั้นตื้น กลาง และลึก ในครั้งเดียว

ระบบความปลอดภัย:
- Real-Time Temperature Monitoring – วัดอุณหภูมิตลอดเวลา
- ICD Cooling Technology – ทำความเย็นปกป้องผิวชั้นนอก
- ป้องกันผิวไหม้และความร้อนสะสม
ผลลัพธ์จากการทำ XERF เห็นผลเร็วแค่ไหน
ผลทันทีหลังทำ XERF
หนึ่งในจุดเด่นที่สุดของ XERF คือคุณจะเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังทำเสร็จ:
ทันทีหลังทำ
- ผิวกระชับ แน่นขึ้นเห็นได้ชัด
- กรอบหน้าชัดเจนขึ้น
- ร่องแก้มตื้นลง
- แก้มดูยกขึ้น มีวอลุ่มมากขึ้น
ผลระยะกลาง (2-4 สัปดาห์)
- ผิวเต่งตึงขึ้นเรื่อย ๆ
- ผิวเรียบเนียน มีเนื้อผิวดีขึ้น
- คอลลาเจนใหม่เริ่มสร้างตัว
ผลระยะยาว (2-3 เดือน)
- ผลลัพธ์ดีที่สุด เห็นชัดเจนที่สุด
- ผิวกระชับ อ่อนเยาว์ เป็นธรรมชาติ
- ผลคงอยู่ได้ 1-2 ปี (ขึ้นอยู่กับอายุและการดูแล)
ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ ไม่ดูแข็ง
สิ่งที่ผู้ใช้บริการชื่นชอบ XERF คือความเป็นธรรมชาติของผลลัพธ์:
- ใบหน้ากระชับ แต่ไม่แข็ง ไม่ดูผิดธรรมชาติ
- ยังคงสีหน้าและรูปหน้าเดิมของคุณ แต่ดูอ่อนเยาว์กว่า
- ไม่มีอาการบวม แดง หรือเขียวช้ำ
- คนรอบข้างจะรู้สึกว่าคุณดูสดใส หน้าเด็กลง แต่บอกไม่ได้ว่าทำอะไรมา
เปรียบเทียบ XERF กับเทคโนโลยียกกระชับผิวอื่น ๆ

XERF vs Monopolar RF แบบความถี่เดียว
Monopolar RF แบบเดิม (Single Frequency)
- ใช้ความถี่เดียว เช่น 1 MHz หรือ 6.78 MHz
- ทำงานได้เพียงความลึกระดับเดียว
- ต้องรอ 2-4 สัปดาห์ถึงเห็นผลชัดเจน
- อาจรู้สึกร้อนหรือไม่สบายขณะทำ
XERF (Dual-Frequency)
- ใช้ 2 ความถี่พร้อมกัน (2 MHz + 6.78 MHz)
- ครอบคลุมทั้งผิวชั้นตื้นและชั้นลึก
- เห็นผลทันทีหลังทำ
- สบายกว่า มีระบบความปลอดภัยสูง
XERF vs Bipolar RF
Bipolar RF
- ใช้ขั้วไฟฟ้า 2 ขั้ววางใกล้กัน
- พลังงานวนอยู่แค่ผิวชั้นตื้น
- เหมาะกับริ้วรอยผิวเผิน ไม่สามารถยกกระชับลึกได้
- ปลอดภัยสูง เจ็บน้อย
ข้อดีของ XERF เหนือกว่า:
- เข้าถึงชั้น SMAS ได้ ยกกระชับจริง
- ผลลัพธ์ชัดเจนกว่ามาก
- แก้ปัญหาแก้มตก ผิวหย่อนคล้อยได้ดีกว่า
XERF vs HIFU
HIFU
- ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง
- เจาะลึกถึงชั้น SMAS ได้
- แต่รู้สึกเจ็บมาก (เหมือนเข็มแทง)
- ต้องรอ 2-3 เดือนเต็มถึงเห็นผล
- ไม่เหมาะกับผู้ที่ผิวบาง หรือทนเจ็บไม่ได้
ข้อดีของ XERF เหนือกว่า:
- เจ็บน้อยกว่ามาก ไม่ต้องใช้ยาชา
- เห็นผลทันที ไม่ต้องรอนาน
- เหมาะกับคนที่กลัวเจ็บ
ข้อดีเด่นของ XERF ที่คุณต้องรู้
1. ไม่มี Downtime ทำเสร็จกลับบ้านได้เลย
Zero Downtime คือข้อดีใหญ่ของ XERF:
- ทำเสร็จแล้วกลับไปทำงานได้ทันที
- ไม่ต้องหยุดงาน ไม่ต้องลาพักร้อน
- ไม่มีรอยแดง บวม หรือเขียวช้ำ
- แต่งหน้าได้ปกติ ออกกำลังกายได้ (หลังผ่าน 24 ชม.)
- นัดทำในช่วงพักเที่ยงก็ได้ ใช้เวลาแค่ 30-60 นาที
2. ระดับความเจ็บน้อย สบายกว่าเทคโนโลยีอื่น
ประสบการณ์ขณะทำ XERF:
- รู้สึกอุ่น ๆ สบาย ๆ
- อาจมีความรู้สึกจี๊ดเล็กน้อยในบางจุด
- ไม่จำเป็นต้องใช้ยาชา
- เจ็บน้อยกว่าเครื่องยกกระชับตัวอื่นมาก
เทคโนโลยีที่ช่วยลดความเจ็บ:
- Wave Fit Pulse – ส่งพลังงานแบบราบเรียบ
- Spider Pattern Effector – กระจายคลื่นสม่ำเสมอ ไม่เกิดจุดร้อน
- ICD Cooling – ทำความเย็นลดความรู้สึกร้อน
3. ปลอดภัย ผ่านการรับรองมาตรฐาน
มาตรฐานความปลอดภัย:
- ได้รับการรับรองจาก FDA (สหรัฐอเมริกา)
- ได้รับการรับรองจาก อย. (ไทย) – ตรวจสอบที่คลินิก
- มีระบบตรวจวัดอุณหภูมิแบบเรียลไทม์
- เทคโนโลยี ICD Cooling ป้องกันผิวไหม้
- มีงานวิจัยรองรับประสิทธิภาพและความปลอดภัย (2024)
4. ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า คงอยู่นาน
ความคุ้มค่าของ XERF:
- เห็นผลทันที ไม่ต้องรอนาน
- ผลลัพธ์คงอยู่ได้ 1-2 ปี
- ทำ 1 ครั้งก็เห็นผลชัด (อาจต้องทำซ้ำตามคำแนะนำหมอ)





ตัวอย่างรีวิว xerf ผลลัพธิ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
ใครควรทำ XERF และข้อควรระวัง

กลุ่มเป้าหมายที่เหมาะกับ XERF
คุณเหมาะกับ XERF หาก:
- อายุ 30 ปีขึ้นไป มีปัญหาผิวเริ่มหย่อนคล้อย
- แก้มตก ไม่มีวอลุ่ม กรอบหน้าไม่ชัด
- มีริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวไม่กระชับ
- ต้องการยกกระชับแบบไม่ผ่าตัด ไม่ฉีด
- ไม่มีเวลาพักฟื้น ต้องกลับไปทำงานทันที
- กลัวเจ็บ หรือเคยทำ RF/HIFU ตัวอื่นแล้วรู้สึกเจ็บมาก
- ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ
ข้อห้ามและข้อควรระวังก่อนทำ XERF
ไม่ควรทำ XERF หาก:
- กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- มีโรคผิวหนังในบริเวณที่จะทำ (สิว ผื่น แผล)
- มีประวัติแพ้ความร้อน
- มีเครื่องกระตุ้นหัวใจฝังในตัว
- มีโลหะฝังในบริเวณใบหน้า (ยกเว้นฟิลเลอร์/โบท็อกซ์)
- มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง
ข้อควรระวัง:
- ปรึกษาแพทย์ก่อนทำทุกครั้ง
- แจ้งประวัติการทำฟิลเลอร์/โบท็อกซ์
- หลีกเลี่ยงแดดจัดหลังทำ ทาครีมกันแดด
- ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยฟื้นฟูผิว
วิธีเลือกคลินิกทำ XERF ที่ดี
สิ่งที่ต้องเช็คก่อนตัดสินใจ
1. ตรวจสอบเครื่อง XERF แท้
- ขอดูเลขทะเบียนจาก อย.
- เครื่องต้องเป็นของแท้ ไม่ใช่เครื่องลอกเลียนแบบ
- มีการบำรุงรักษาเครื่องสม่ำเสมอ
2. ประสบการณ์ของแพทย์
- แพทย์ผู้ทำต้องผ่านการอบรม
- มีใบประกอบวิชาชีพแพทย์ถูกต้อง
- มีประสบการณ์การใช้เครื่อง XERF
3. รีวิวและผลงาน
- ดูภาพผลงาน Before-After ของคลินิก
- อ่านรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง
- ตรวจสอบชื่อเสียงของคลินิก
4. ราคาที่เหมาะสม
- ไม่ถูกผิดปกติจนน่าสงสัย
- ราคาต้องสมเหตุสมผลตามมาตรฐาน
- ระวังโปรโมชั่นล่อลวงที่อาจใช้เครื่องปลอม
5. การให้คำปรึกษา
- มีการปรึกษาก่อนทำ (Consultation)
- แพทย์วินิจฉัยและให้คำแนะนำอย่างละเอียด
- ไม่ยัดเยียดให้ทำทรีตเมนต์เกินความจำเป็น
สรุป: XERF คือทางเลือกใหม่สำหรับผิวกระชับดูเป็นธรรมชาติ
XERF คือเทคโนโลยียกกระชับผิวหน้าล่าสุดที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ต้องการ:
- ผลลัพธ์ไว – เห็นผลทันทีหลังทำ ไม่ต้องรอนาน
- ไม่เจ็บ
- ไม่ต้องพักฟื้น – กลับไปทำงานได้เลย
- เป็นธรรมชาติ – ไม่ดูแข็ง ผิวกระชับแบบ Natural
- ปลอดภัย – มีระบบความปลอดภัยผ่านมาตรฐาน
หากคุณกำลังมองหาวิธีทำให้หน้าเด็ก ผิวกระชับ แก้มไม่ตก แต่ไม่อยากผ่าตัด XERF อาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังมองหา
คำแนะนำสุดท้าย
- ปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์ก่อนตัดสินใจ
- เลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือ มีเครื่องแท้
- ตั้งความคาดหวังให้เหมาะสม XERF ไม่ใช่การผ่าตัด
- ดูแลผิวหลังทำอย่างถูกต้องเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน
คำเตือน: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ โปรดปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์ก่อนตัดสินใจทำทรีตเมนต์ใด ๆ
Profhilo คืออะไร — ข้อดี เทคนิค และสิ่งที่ควรรู้ก่อนฉีด
Profhilo คืออะไร?
Profhilo (โปรฟิโล) เป็นนวัตกรรมในกลุ่ม Skin Booster / Bio‑Remodeling ที่ใช้สารไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid, HA) ความเข้มข้นสูง เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างใต้ผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน โดยไม่เน้นการเติมเต็มปริมาตรจุดใดจุดหนึ่ง (ไม่ใช่ฟิลเลอร์ที่เติมเต็ม)
- ใช้เทคโนโลยี NAHYCO Hybrid Technology ที่รวม HA สองขนาด (สายสั้น + สายยาว) ให้เกิดเป็นสารที่มีความคงตัวและกระจายตัวดีใต้ผิวหนัง
- เมื่อฉีดเข้าไป สาร HA จะค่อย ๆ ปล่อยออกและกระจายใต้ผิว พร้อมดึงน้ำ ช่วยให้ชั้นผิวได้รับความชุ่มชื้น และในเวลาเดียวกันจะส่งสัญญาณให้ fibroblast (เซลล์สร้างคอลลาเจน) ทำงานมากขึ้น ฟื้นฟูคุณภาพของผิวโดยรวม
- โปรไฟโลจึงเรียกว่าเป็นการ ปรับโครงสร้างผิวใหม่ (Remodeling) มากกว่าการเติมเต็มร่องริ้วรอยเฉพาะจุด
ทำไมถึงได้รับความนิยม?

การฉีดมีจุดเด่นหลายประการ ดังนี้:
- ฟื้นฟูผิวให้ชุ่มชื้น อิ่มน้ำทั่วผิวหน้า — ไม่ได้แค่เติมเต็มเฉพาะจุด
- ช่วยให้ผิวยืดหยุ่นขึ้น ลดความหย่อนคล้อย กระชับผิวโดยรวม
- ลดริ้วรอยเล็ก ๆ และผิวไม่เรียบ — โดยเฉพาะริ้วรอยตื้น ๆ หรือริ้วรอยบริเวณผิวด้านบน
- ใช้จุดฉีดน้อย เช่น เทคนิค BAP (Bio Aesthetic Points) 5 จุดต่อข้างใบหน้า ช่วยให้สารสามารถกระจายได้ทั่วใต้ผิวโดยไม่ต้องฉีดเยอะ
- เวลาทำและการพักฟื้นน้อย — หลังฉีดสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที โดยผลข้างเคียงมักเป็นจุดเข็ม ช้ำเล็กน้อย หายได้เองใน 5–7 วัน
การฉีด Profhilo: ขั้นตอนและวิธีการ
1. การประเมินโดยแพทย์
แพทย์จะตรวจสภาพผิว วิเคราะห์ปัญหาที่ต้องการปรับ เช่น ผิวหย่อนคล้อย ผิวแห้ง ริ้วรอย หรือหลุมสิว พร้อมให้คำแนะนำว่า Profhilo เหมาะสมกับคุณหรือไม่
2. การเตรียมตัวก่อนฉีด
- ทำความสะอาดผิวหน้า
- อาจทายาชา (ขึ้นกับแต่ละเคส)
- ประเมินจุดฉีดตามแผนที่ BAP หรือจุดที่เหมาะสม
3. ขั้นตอนการฉีด
- แพทย์จะฉีด Profhilo ที่จุดที่กำหนด (เช่น 5 จุดต่อข้างใบหน้า) ลึกประมาณระดับใต้ผิว (2–3 มม. หรือชั้น Dermis)
- ปริมาณ HA จะค่อย ๆ กระจายตัวภายในชั้นผิวโดยไม่มีการจับตัวเป็นก้อน
- ใช้เวลาฉีดประมาณ 15–20 นาที ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและจำนวนจุดฉีด
4. หลังฉีด & ดูแลตัวเอง
- หลีกเลี่ยงการนวดแรง บริเวณที่ฉีด
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ความร้อนจัด ซาวน่า
- ไม่แต่งหน้าหรือใช้สกินแคร์ที่อาจระคายเคืองใน 24 ชม.
- รอยช้ำจุดเข็มอาจเกิดขึ้นบ้าง แต่จะหายภายในไม่กี่วัน
ควรฉีดกี่ครั้ง? เห็นผลเมื่อไหร่?
- โดยทั่วไปแนะนำให้ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยาวนาน
- ผลลัพธ์เริ่มเห็นได้ตั้งแต่ 1–2 สัปดาห์ หลังการฉีด และจะชัดขึ้นใน 3–4 สัปดาห์
- ระยะเวลาที่ผลอยู่ได้นานประมาณ 6–9 เดือน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผิวแต่ละคน หากต้องการรักษาผลให้คงที่ อาจฉีดซ้ำ (maintenance) ทุก 6 เดือน
ใครที่เหมาะกับการฉีด Profhilo?

Profhilo เหมาะสำหรับ:
- ผู้ที่เริ่มมี ผิวหย่อนคล้อย แต่ไม่ต้องการเปลี่ยนโครงหน้า
- ผู้ที่ผิวแห้ง กร้าน ขาดความชุ่มชื้น
- ผู้ที่ต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว
- ผู้ที่มีริ้วรอยตื้น ๆ หรือต้องการให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
- ผู้ที่มี หลุมสิว โดยใช้ควบคู่การรักษาหลุมสิวอื่น ๆ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น
อย่างไรก็ดี หากมีโรคเลือดออกง่าย ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือแพ้สารใน HA ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ
ความแตกต่างระหว่าง Profhilo กับฟิลเลอร์, Sculptra
| คุณสมบัติ | Profhilo | ฟิลเลอร์ (HA แบบ cross‑linked) | Sculptra / PLLA / Biostimulator |
|---|---|---|---|
| จุดประสงค์หลัก | ฟื้นฟูผิว เติมความชุ่มชื้น ปรับโครงสร้าง | เติมเต็มร่องลึก ปรับโครงหน้า | กระตุ้นคอลลาเจนในระดับลึก |
| การเติมปริมาตร | ไม่เติมเต็มจุดใหญ่ | เติมเต็มเฉพาะจุด | ไม่เติมปริมาตรโดยตรง |
| การกระจายสาร | กระจายใต้ผิวอย่างทั่วถึง | อยู่เฉพาะจุดฉีด | มีการกระตุ้นในระดับลึก |
| เวลาพักฟื้น / ผลข้างเคียง | ต่ำมาก | ขึ้นกับจุดฉีด | อาจมีอาการบวม ช้ำมากกว่า |
| เหมาะกับ | อยากให้ผิวดูดีขึ้น ผิวโดยรวม | อยากเติมเต็มจุด เช่น ร่องแก้ม คาง | ต้องการผลลัพธ์การสร้างคอลลาเจนในระยะยาว |
Profhilo จึงมักถูกนำมาใช้ร่วมกับการฉีดฟิลเลอร์หรือโบทูลินัม เพื่อได้ผลแบบองค์รวม ทั้งเติมเต็มรูปหน้าและฟื้นฟูคุณภาพผิวไปพร้อมกัน
ความเสี่ยง ผลข้างเคียง และข้อควรระวัง
- รอยช้ำ จุดเข็ม หรือจุดแดงเล็กน้อย — โดยปกติหายใน 5–7 วัน
- บวมแดงชั่วคราว
- อาการตึงหรือปวดบริเวณจุดฉีด
- หากฉีดไม่ถูกวิธี อาจเกิดก้อนหรือ HA รวบตัวได้ — การเลือกคลินิก/แพทย์ที่มีฝีมือจึงสำคัญ
คำแนะนำเมื่อคุณต้องการทำ Profhilo ที่ Tararin
- สอบถามข้อมูลล่วงหน้า เช่น ราคาปัจจุบัน แพ็กเกจจุดฉีด
- ขอดูรีวิวและภาพก่อน‑หลัง จากคนไข้ที่ได้ทำ Profhilo กับ Tararin
- ปรึกษาแพทย์โดยตรง — แจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้ และประวัติแพ้
- วางแผนการฉีดซ้ำ รักษาผลลัพธ์ในระยะยาว
- ปฏิบัติตามคำแนะนำหลังทำอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผิวฟื้นตัวได้ดีที่สุด
การ ฉีด Profhilo ที่ Tararin Clinic คือทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการ ฟื้นฟูผิวแบบองค์รวม โดยมุ่งเน้นโครงสร้างใต้ผิวให้แข็งแรง ยืดหยุ่น และอิ่มน้ำมากขึ้น โดยไม่เปลี่ยนรูปหน้าอย่างชัดเจน Tararin มุ่งเน้นความปลอดภัย คุณภาพ และผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ พร้อมการดูแลตั้งแต่ก่อนทำจนถึงหลังทำ
หากคุณสนใจรับบริการ Profhilo กับ Tararin Clinic — สามารถติดต่อสอบถามราคาปัจจุบัน นัดปรึกษาแพทย์ สาขาที่อยู่ใกล้บ้าน หรือขอแพ็กเกจเฉพาะของแต่ละสาขาก่อนได้ครับ
TARARIN CLINIC ผู้ส่งมอบความงามเพื่อทุกคนที่ต้องการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ” New confidence, New you “
Ejal40 คืออะไร? ทำไมคนรักผิวต้องรู้จัก
รู้จัก Ejal40 คืออะไร?

Ejal40 เป็นสารในกลุ่ม Hyaluronic Acid (HA) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการดูแลผิวอย่างล้ำลึก ด้วยโมเลกุลเฉพาะที่ช่วยเสริมความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และยังช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวในระดับที่ลึกกว่าเมโสทั่วไป
ลักษณะของ HA ใน เอจอล40 มีการเรียงตัวแบบ Hybrid HA โดยใช้ความเข้มข้นของโมเลกุลขนาดกลาง (Medium Molecular Weight) ในระดับ 40 มิลลิกรัม ต่อ 2 มิลลิลิตร ซึ่งถูกออกแบบมาให้เหมาะกับ การฉีดบำรุงผิว บริเวณใบหน้า คอ หรือมือ
จุดเด่น อยู่ที่ความสามารถในการกระตุ้นคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิกจากธรรมชาติในร่างกายให้กลับมาทำงานดีขึ้นอีกครั้ง เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีริ้วรอย ผิวแห้ง หรือผิวขาดความชุ่มชื้น
คุณสมบัติของ Ejal40 ที่ควรรู้
Ejal40 ไม่ใช่ฟิลเลอร์ และไม่ใช่โบทูลินั่มท็อกซิน แต่เป็นสารที่ช่วยส่งเสริมการสร้างโครงสร้างผิวแบบเป็นธรรมชาติ ด้วยคุณสมบัติดังนี้:
- เพิ่มความชุ่มชื้น อย่างล้ำลึกในทุกชั้นผิว
- ช่วยให้ผิวดูแน่น อิ่มน้ำ และดูสุขภาพดี
- กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน ในผิว
- ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้น โดยเฉพาะบริเวณร่องแก้ม ร่องใต้ตา หรือมุมปาก
- เหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวที่เริ่มมีสัญญาณแห่งวัย
ผลลัพธ์ของ เอจอล40 จะค่อยเป็นค่อยไป ไม่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด หรือหัตถการที่ซับซ้อน

เหมาะกับใคร? และควรฉีดบ่อยแค่ไหน?


เหมาะสำหรับ
- ผู้ที่เริ่มมีริ้วรอย หรือผิวขาดน้ำ
- ผู้ที่ต้องการดูแลผิวโดยไม่ต้องใช้สารเติมเต็มแบบฟิลเลอร์
- ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูมีสุขภาพดีแบบค่อยเป็นค่อยไป
ความถี่ในการทำ
- เดือนที่ 1–2: ฉีด 1 ครั้ง/เดือน
- เดือนที่ 3–4: ทำซ้ำอีกครั้งเพื่อเสริมผล
- หลังจากนั้น: ทำทุก 3–6 เดือนตามความเหมาะสม
การทำอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ผิวได้รับการดูแลในระยะยาวและตอบสนองต่อสารกระตุ้นได้ดีขึ้น
ขั้นตอนการฉีด เอจอล40 ทำอย่างไร?
การดูแลด้วย เอจอล40 จะใช้เทคนิคที่เรียกว่า 4 Bio BAP Technique (Bio Aesthetic Points) โดยเลือกจุดฉีดหลัก 4 จุดในแต่ละข้างของใบหน้า เพื่อให้กระจายตัวของ HA อย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ขั้นตอนทั่วไป ได้แก่:
- ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิว
- ทำความสะอาดใบหน้า และเตรียมผิวก่อนการทำหัตถการ
- ฉีดสารบำรุง เอจอล40 บริเวณที่เหมาะสม โดยใช้เทคนิคเฉพาะ
- หลังทำ อาจมีอาการบวมเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปใน 1-3 วัน
ข้อควรระวัง:
- ต้องทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
- หลีกเลี่ยงการแตะบริเวณที่ฉีดภายใน 6 ชั่วโมง
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรืออยู่ในที่ร้อนจัดภายใน 24 ชั่วโมงแรก
สรุปข้อดีของการดูแลผิวด้วย เอจอล40
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ประเภทสาร | Hyaluronic Acid แบบโมเลกุลกลาง |
| เทคนิค | 4 จุด Bio Aesthetic Points |
| จุดฉีด | ใบหน้า คอ หลังมือ |
| เหมาะกับ | ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวแบบธรรมชาติ |
| ความถี่ | แนะนำทุก 1–3 เดือน |
ข้อสังเกต: การตอบสนองของผิวในแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับโครงสร้างผิวเดิม และการดูแลหลังทำ
ทำไม TARARIN CLINIC ถึงเลือกใช้ Ejal40?
TARARIN CLINIC ให้บริการดูแลผิวโดยยึดหลักความปลอดภัย และมุ่งเน้นให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลอย่างตรงจุด ด้วยทีมผู้ให้บริการที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐานของวิชาชีพในสถานพยาบาล
เหตุผลที่ TARARIN CLINIC เลือกใช้ Ejal40 ในการดูแลผิว ได้แก่:
- เป็นสารในกลุ่ม HA ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ
- มีความเหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวโดยไม่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างใบหน้า
- ใช้เทคนิคการฉีดที่เป็นมาตรฐานทางการแพทย์
- ทุกขั้นตอนเป็นไปตามแนวทางของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
คุณสามารถปรึกษาเพื่อรับคำแนะนำจากผู้ให้บริการที่มีความรู้เฉพาะทาง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการประเมินเบื้องต้น
หากคุณต้องการ เริ่มต้นดูแลผิวด้วย เอจอล40 และต้องการรับคำปรึกษาอย่างมืออาชีพจากผู้ให้บริการในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต สามารถ จองคิวได้เลยผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของธารารินคลินิก หรือติดต่อผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียที่คุณสะดวกที่สุด
TARARIN CLINIC
ผู้ส่งมอบความงามเพื่อทุกคนที่ต้องการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง
“New confidence, New you”
Oligio เทคโนโลยียกกระชับผิวใหม่ล่าสุด เพื่อผิวเรียบตึงแบบไม่ต้องผ่าตัด
ในปัจจุบันเทคโนโลยีเพื่อความงามได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการดูแลผิวพรรณให้ดูอ่อนเยาว์โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด Oligio คือหนึ่งในนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยคุณสมบัติในการยกกระชับผิวหน้า ลดเลือนริ้วรอย และฟื้นฟูผิวให้เรียบเนียน ด้วยคลื่นความถี่วิทยุแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) ที่ลงลึกถึงชั้นผิวได้อย่างปลอดภัยและเห็นผล
Oligio คืออะไร?
Oligio (โอลิจิโอ) เป็นเทคโนโลยีเพื่อการยกกระชับผิวหน้าโดยใช้พลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (Radio Frequency: RF) ที่ได้รับการออกแบบมาให้ปล่อยพลังงานอย่างสม่ำเสมอและแม่นยำไปยังผิวหนังชั้นลึก โดยไม่กระทบกับผิวหนังชั้นบน พลังงานนี้จะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ ทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่และจัดเรียงตัวของเส้นใยอิลาสติน ส่งผลให้ผิวตึงกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับคนเอเชียโดยเฉพาะ สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว โดยไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือผลข้างเคียงรุนแรง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวโดยไม่ต้องพักฟื้นหรือเสี่ยงจากการผ่าตัด
จุดเด่นของ Oligio ที่ทำให้แตกต่างจากเครื่องมือยกกระชับอื่น
หนึ่งในจุดเด่นของ โปรแกรม Oligio คือการควบคุมพลังงานได้อย่างสม่ำเสมอ จึงให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและลดความรู้สึกเจ็บระหว่างทำ เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น Thermage หรือ HIFU โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาผิวบางหรือมีไขมันใต้ผิวหนังไม่มาก Oligio จะสามารถให้ผลลัพธ์ที่นุ่มนวลและปลอดภัยยิ่งกว่า
จุดเด่นสำคัญอื่น ๆ ได้แก่:
- ✅ ความรู้สึกสบายขณะรับบริการ
- ✅ ไม่มีแผล ไม่เกิดรอยไหม้บนผิว
- ✅ ไม่ต้องพักฟื้น
- ✅ เห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรก
- ✅ ผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว
Oligio ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

Oligio ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวที่พบบ่อย ได้แก่
- ผิวหน้าหย่อนคล้อย ขาดความกระชับ
- กรอบหน้าไม่ชัด
- มีริ้วรอยรอบดวงตา หน้าผาก หรือมุมปาก
- ร่องแก้มลึก ผิวดูเหนื่อยล้า
- รูขุมขนกว้าง
- ผิวไม่เรียบเนียน
นอกจากนี้ยังสามารถใช้บริเวณลำคอ ใต้คาง และเนินอกได้อีกด้วย
Oligio เหมาะกับใคร?

การทำ Oligio เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป หรือเริ่มมีสัญญาณของผิวหย่อนคล้อย เช่น
-
ผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าโดยไม่ผ่าตัด
-
ผู้ที่กลัวเข็มหรือการฉีดฟิลเลอร์ โบทูลินัม
-
ผู้ที่มีเวลาจำกัด ไม่สะดวกพักฟื้น
-
ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวแบบธรรมชาติ
หากคุณมีปัญหาเหล่านี้ โปรแกรม Oligio อาจเป็นคำตอบที่คุณตามหา
ความแตกต่างระหว่าง Oligio, Thermage และ HIFU
| เทคโนโลยี | ประเภทพลังงาน | ความลึกของพลังงาน | ความรู้สึกขณะทำ | เหมาะกับใคร |
|---|---|---|---|---|
| Oligio | คลื่นวิทยุ RF (Monopolar) | ลงลึกถึงชั้น SMAS | เจ็บน้อย สบายผิว | ผู้ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อย ต้องการความสบาย |
| Thermage | RF ขั้วเดียว | ลึกถึงชั้นไขมัน | เจ็บค่อนข้างมาก | ผู้ที่มีไขมันใต้ผิวมาก |
| HIFU | อัลตร้าซาวด์ | เฉพาะจุดในชั้น SMAS | อาจรู้สึกจี๊ด ๆ | ผู้ที่ต้องการยกกระชับเฉพาะจุด |
ข้อควรรู้ก่อนทำ Oligio
-
หลีกเลี่ยงการโดนแดดจัด 3 วันก่อนและหลังทำ
-
ห้ามขัดหน้าหรือทำเลเซอร์อื่นร่วมในช่วง 1 สัปดาห์
-
หลังทำควรบำรุงและทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ
-
ควรทำซ้ำทุก 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว
ขั้นตอนการทำโปรแกรม Oligio ที่ธารารินคลินิก ร้อยเอ็ด
-
ปรึกษาแพทย์
แพทย์จะประเมินปัญหาผิว ความเหมาะสม และวางแผนการรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล -
เตรียมผิวก่อนทำ
ทำความสะอาดผิวหน้า และทายาชาบริเวณที่ต้องการรักษา -
เริ่มทำโปรแกรม Oligio
ใช้หัวเครื่องมือสัมผัสผิวพร้อมปล่อยพลังงาน RF ไปยังชั้นผิวที่ต้องการ โดยจะใช้เวลาเฉลี่ย 30-60 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ -
หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที
โดยไม่ต้องพักฟื้น อาจมีรอยแดงเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปใน 1-2 ชั่วโมง
ทำไมต้องเลือกทำ Oligio ที่ธารารินคลินิก ร้อยเอ็ด?
ธารารินคลินิกเลือกใช้เครื่องมือแท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย. พร้อมด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวพรรณและความงาม ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี
-
มีการวิเคราะห์และออกแบบโปรแกรมให้เหมาะกับสภาพผิวแต่ละบุคคล
-
ควบคุมการรักษาโดยแพทย์ทุกเคส
-
ใช้เครื่องมือแท้ ได้มาตรฐาน ไม่ใช้หัวปลอม
-
ให้คำแนะนำหลังการรักษาอย่างใกล้ชิด
Oligio ราคาเท่าไหร่


ที่อยู่ : ถนนเรียบคลองรอบเมือง หลังร้อยเอ็ดซิตี้ 56/2 ถ.รอบเมือง ต.ในเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด 45000
Line ID : @tararinroiet หรือคลิก 👉 https://lin.ee/zaWJjjz
Facebook 👉 https://fb.com/tararinroiet
TEL. 📲 0930960828
แผนที่ 📌 https://goo.gl/maps/KbWtyLeC44Zbx9rg8































