TARARIN CLINIC
เปิดให้บริการ 3 สาขา ขอนแก่น, มหาสารคาม, ร้อยเอ็ด 085-7550515

Blog

ตาปรือ อาการเปลือกตาตกที่ไม่ควรละเลย พร้อมแนวทางดูแลและแก้ไขอย่างเหมาะสม

ตาปรือ อาการเปลือกตาตกที่ไม่ควรละเลย พร้อมแนวทางดูแลและแก้ไขอย่างเหมาะสม

ทำความเข้าใจกับอาการ “ตาปรือ” คืออะไร?

อาการตาปรือ คือภาวะที่หนังตาหรือเปลือกตาบนหย่อนลงมาปิดทับดวงตาหรือบางส่วนของตาดำ ส่งผลให้ดูเหมือนตาล้า ง่วง หรือไม่สดใส ทั้งยังอาจกระทบต่อการมองเห็นในบางราย อาการนี้เกิดได้กับทุกช่วงอายุ โดยเฉพาะในผู้ที่มีกรรมพันธุ์หรือปัจจัยจากการใช้กล้ามเนื้อตามากเกินไป

ภาวะตาปรืออาจเกิดข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ และบางครั้งอาจมีผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น มองเห็นไม่ถนัด ต้องเงยหน้าหรือเลิกคิ้วอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ตามองชัดเจนขึ้น

 

สาเหตุของตาปรือ มีอะไรบ้าง?

อาการตาปรือเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสามารถแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ ได้ดังนี้:

สาเหตุทางพันธุกรรม

บางคนมีโครงสร้างหนังตาหรือกล้ามเนื้อตามาโดยกำเนิดที่ไม่แข็งแรง หรือชั้นตาไม่ชัด ทำให้ดวงตาดูปรือแม้ในช่วงวัยหนุ่มสาว ซึ่งมักพบร่วมกับอาการตาสองชั้นหลบใน หรือไม่มีชั้นตาชัดเจน

อายุที่เพิ่มขึ้น

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น กล้ามเนื้อตาที่ทำหน้าที่ยกเปลือกตาจะอ่อนแรงลง ผนวกกับความหย่อนคล้อยของผิวหนัง ทำให้เปลือกตาตกลงมาปิดทับดวงตา

พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

การใส่คอนแทคเลนส์เป็นเวลานาน ขยี้ตาบ่อย ๆ หรือการอดนอนสะสม เป็นปัจจัยที่ทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักและอ่อนล้า จนเกิดอาการตาปรือ

โรคหรือภาวะทางระบบประสาท

ภาวะตาปรืออาจเกี่ยวข้องกับโรคทางระบบประสาท เช่น กล้ามเนื้อลีบจากเส้นประสาทเสื่อม หรือโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงชนิด MG (Myasthenia Gravis) ซึ่งควรพบแพทย์เพื่อวินิจฉัย

 

ตาปรือกระทบต่อชีวิตอย่างไร?

แม้อาการตาปรือจะไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่ก็ส่งผลกระทบได้หลายด้าน เช่น

  • บุคลิกภาพ: ทำให้ดูเหนื่อยล้า ไม่สดใส ขาดความมั่นใจในการพบปะผู้คน
  • การมองเห็น: หนังตาที่ตกลงมาปิดดวงตา ทำให้มองเห็นภาพไม่ชัด
  • อาการเมื่อยล้าบริเวณหน้าผาก: เพราะต้องเลิกคิ้วหรือเงยหน้าเพื่อมองเห็นชัดขึ้น
  • สุขภาพตา: การขยี้ตาบ่อยเพราะระคายเคือง อาจทำให้เกิดริ้วรอยหรือปัญหาหนังตาหย่อนคล้อยเร็วขึ้น

 

วิธีดูแลและแนวทางการแก้ไขอาการตาปรือ

ปรับพฤติกรรมและการใช้ชีวิต

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงการขยี้ตา
  • เลือกใช้อุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น เช่น แว่นตาแทนคอนแทคเลนส์หากใช้เวลานาน

ใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลรอบดวงตา

  • ครีมบำรุงรอบดวงตาเพื่อช่วยลดความบวม
  • การใช้เจลประคบเย็นช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา

ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแนวทางที่เหมาะสม

ในบางกรณี หากอาการตาปรือมีผลกระทบต่อการมองเห็นหรือภาพลักษณ์ การรับคำแนะนำจากแพทย์ที่มีประสบการณ์ในด้านการดูแลรอบดวงตา หรือผู้เชี่ยวชาญในหัตถการหนังตา อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัย โดยแพทย์จะประเมินว่าควรใช้แนวทางใด เช่น

  • การดูแลเปลือกตาแบบไม่ต้องผ่าตัด
  • โปรแกรมดูแลเปลือกตา (Eyelid Care Program) เช่น การใช้พลังงานคลื่นหรือเทคโนโลยีเฉพาะเพื่อฟื้นฟูความกระชับ
  • การประเมินเพื่อการผ่าตัดเปลือกตาบน (โดยแพทย์เฉพาะทาง หากเหมาะสมกับอาการ)

ทั้งนี้การดูแลต้องขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นรายบุคคล และควรตรวจสอบความพร้อมทางสุขภาพก่อนรับบริการทุกครั้ง

อาการที่ควรสังเกต หากตาปรือมากผิดปกติ

หากคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้ร่วมกับตาปรือ ควรรีบปรึกษาแพทย์:

  • ตามัว มองเห็นไม่ชัด
  • ปวดตา หรือปวดศีรษะร่วม
  • เปลือกตาตกมากข้างเดียวอย่างเฉียบพลัน
  • มีอาการของกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง

อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของโรคเกี่ยวกับเส้นประสาทหรือสมอง ซึ่งต้องรับการวินิจฉัยเพิ่มเติมโดยเร็ว

 

ปรับลุคดวงตาให้สดใสมั่นใจมากขึ้นได้อย่างไร?

สำหรับผู้ที่กังวลเรื่องตาปรือจากโครงสร้างตาหรือเปลือกตาหย่อน การวางแผนปรับรูปตาโดยผู้เชี่ยวชาญ สามารถช่วยเสริมบุคลิกภาพให้ดีขึ้นได้ โดยควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ประกอบกัน:

  • ความสมดุลของกล้ามเนื้อตาทั้งสองข้าง
  • สัดส่วนของเปลือกตาและเบ้าตา
  • ความต้องการเฉพาะตัวของผู้เข้ารับบริการ เช่น อยากได้ลุคสดใส ธรรมชาติ

การดูแลเปลือกตาไม่จำเป็นต้องทำศัลยกรรมเสมอไป เพราะมีโปรแกรมดูแลดวงตาหลายประเภทที่ไม่ต้องใช้การผ่าตัด โดยควรเลือกแนวทางที่เหมาะสมกับคุณร่วมกับแพทย์

 

หากคุณกำลังเผชิญกับอาการตาปรือ เปลือกตาตก หรือรู้สึกไม่มั่นใจในรูปลักษณ์ของดวงตา อย่าปล่อยไว้จนกลายเป็นปัญหาเรื้อรัง ติดต่อปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านดูแลผิวรอบดวงตา และรับคำแนะนำอย่างเหมาะสมได้ที่ TARARIN CLINIC ทุกสาขา

 


 

TARARIN CLINIC
ผู้ส่งมอบความงามเพื่อทุกคนที่ต้องการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง
“New confidence, New you”

read more
โปรแกรม Fresh Collagen ผิวชุ่มฟู ดูสดใส (Therafill Pure Atelocollagen Type I)

โปรแกรม Fresh Collagen ผิวชุ่มฟู ดูสดใส (Therafill Pure Atelocollagen Type I)

Therafill คืออะไร?

Therafill คืออะไร?

Therafill (เธอราฟิล) คือสารเติมเต็มผิวจากคอลลาเจนบริสุทธิ์ชนิดที่ 1 (Type I Collagen) ซึ่งสกัดจากโคที่ผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์สูง หรือที่เรียกว่า Pure Atelocollagen โดยปราศจากสารกระตุ้นภูมิ ทำให้สามารถใช้ในงานเวชกรรมผิวหนังเพื่อการเติมเต็มผิว และฟื้นฟูโครงสร้างผิวชั้นลึกได้อย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลโดยแพทย์เท่านั้น

จุดเด่นของ Therafill คือสามารถช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนใหม่ให้กับผิว ฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสื่อมลงตามวัย และช่วยให้ผิวกลับมาชุ่มฟู แลดูอิ่มน้ำมากขึ้น

Fresh Collagen Program ที่ TARARIN CLINIC

Fresh Collagen Program คือโปรแกรมที่ออกแบบมาเพื่อฟื้นฟูคุณภาพผิว โดยใช้ Therafill บริสุทธิ์ในการเติมเต็มชั้นผิวแท้ โดยเน้นฟื้นฟูในระดับลึกมากกว่าการให้ผิวเพียงชุ่มฉ่ำจากภายนอก

จุดเด่นของโปรแกรม

  • ใช้สาร Pure Atelocollagen Type I ซึ่งใกล้เคียงกับคอลลาเจนธรรมชาติของผิวมนุษย์
  • ผ่านการควบคุมและดูแลการฉีดโดยแพทย์ในคลินิก
  • ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ เนื่องจากไม่มีสารกระตุ้นภูมิ
  • ช่วยลดปัญหาร่องตื้น ร่องลึก ผิวขาดน้ำ และผิวไม่สดใส

เหมาะกับใคร?

  • ผู้ที่มีผิวแห้ง ขาดน้ำ
  • ผู้ที่มีผิวเริ่มหย่อนคล้อย
  • ผู้ที่มีริ้วรอยบาง ๆ หรือร่องลึกที่เกิดจากคอลลาเจนในชั้นผิวลดลง
  • ผู้ที่ต้องการผิวอิ่มฟู ดูสดใสโดยไม่พึ่งสารเติมเต็มจำพวก Hyaluronic Acid

จุดเด่นของ Therafill

 

 

กระบวนการทำงานของ Therafill กับผิว

Therafill ทำงานโดยเติมเต็มคอลลาเจนในผิวชั้นแท้ และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่อย่างเป็นธรรมชาติ เป็นการฟื้นฟูผิวจากภายในออกมาโดยไม่ต้องใช้สารที่ให้โวลลุ่มทันทีเหมือน Filler

เมื่อฉีดเข้าไปในผิว Therafill จะช่วย:

  • เติมเต็มบริเวณที่ขาดคอลลาเจน
  • ช่วยพยุงโครงสร้างผิวให้ดูเต่งตึงขึ้น
  • ฟื้นฟูเซลล์ผิวให้กลับมาทำงานได้ดีอีกครั้ง

 

กระบวนการทำงานของ Therafill กับผิว

ความแตกต่างระหว่าง Therafill กับการฉีด Filler ทั่วไป

รายการ Therafill Filler ทั่วไป (HA)
สารประกอบหลัก คอลลาเจน Type I Hyaluronic Acid
วัตถุประสงค์ ฟื้นฟูผิวแท้ กระตุ้นสร้างคอลลาเจนใหม่ เพิ่มโวลลุ่ม เติมเต็มทันที
ระยะเวลาเห็นผล ค่อย ๆ เห็นผลภายใน 2-4 สัปดาห์ เห็นผลทันที
ความคงตัว อยู่ได้นาน 3-6 เดือน อยู่ได้นาน 6-12 เดือน
ผลข้างเคียง ต่ำมาก ต้องดูแลตามบริเวณที่ฉีด

 

 

ทำไมต้องเลือก Therafill กับ TARARIN CLINIC?

  • ให้บริการโดยทีมแพทย์ที่ผ่านการอบรมการใช้สารเติมเต็มผิวอย่างถูกต้อง
  • คลินิกได้มาตรฐานจากกระทรวงสาธารณสุข
  • ให้คำแนะนำตามสภาพผิวจริง ไม่มีการขายคอร์สเกินความจำเป็น
  • เน้นการดูแลหลังทำอย่างต่อเนื่อง
  • โปรแกรมช่วยดูแลให้ปลอดภัย ได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้ในสถานพยาบาล

ข้อควรรู้ก่อนตัดสินใจทำโปรแกรม

  • โปรแกรมนี้ไม่เหมาะกับผู้ที่มีประวัติแพ้โปรตีนจากสัตว์ หรือโรคภูมิแพ้
  • ควรหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าหรือสครับผิว 1-2 วันก่อนทำ
  • แนะนำให้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนเสมอ
  • ควรเข้ารับการทำต่อเนื่องตามคำแนะนำเพื่อผลลัพธ์ที่ดี

 


หากคุณกำลังมองหาวิธีฟื้นฟูผิวหน้าให้ดูเป็นธรรมชาติ ด้วยสารเติมเต็มที่ออกแบบมาเฉพาะเพื่อผิวของคุณโดยไม่เน้นการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน โปรแกรม Fresh Collagen จาก TARARIN CLINIC คือตัวเลือกที่ตอบโจทย์

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือปรึกษาแพทย์ได้ที่ TARARIN CLINIC ทุกสาขา

read more
XERF โปรแกรมยกกระชับผิวแบบ Dual เจาะลึกถึง 2 ชั้นในครั้งเดียว

XERF โปรแกรมยกกระชับผิวแบบ Dual เจาะลึกถึง 2 ชั้นในครั้งเดียว

XERF คืออะไร? ทำไมถึงเป็นที่นิยมในปี 2025 และคาดว่าจะแรงไม่หยุดในปี 2026

XERF (เซิร์ฟ) คือเทคโนโลยียกกระชับผิวหน้าล่าสุดที่ใช้คลื่นวิทยุแบบ Monopolar RF Dual-Frequency หรือสองความถี่พร้อมกัน (ความถี่ 6.78 MHz และ 2 MHz)  ช่วยแก้ปัญหาผิวหย่อนคล้อย แก้มตก กรอบหน้าไม่ชัด โดยไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องฉีด และที่สำคัญคือไม่ต้องพักฟื้น สามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้ทันที หากคุณกำลังมองหาวิธีทำให้ผิวหน้ากระชับ ดูอ่อนเยาว์ แต่ไม่อยากเสี่ยงกับการผ่าตัด หรือเคยทำ Thermage แล้วรู้สึกเจ็บมาก XERF อาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังมองหา

 

จุดเด่นของ XERF

 

จุดเด่นของ XERF ที่ต่างจาก RF ทั่วไป

  • ใช้คลื่นวิทยุ 2 ความถี่ทำงานพร้อมกัน (6.78 MHz และ 2 MHz)
  • ยกกระชับได้ทั้งผิวชั้นตื้นและชั้น SMAS (ชั้นลึกที่รองรับใบหน้า)
  • เห็นผลทันทีหลังทำเสร็จ ไม่ต้องรอนานเหมือน HIFU
  • เจ็บน้อยกว่า Thermage และ HIFU มาก
  • ไม่มี Downtime กลับไปทำงานได้เลย

 

หลักการทำงานของ XERF แบบ Dual-Frequency RF

เทคโนโลยีคลื่นวิทยุสองความถี่คืออะไร

สิ่งที่ทำให้ XERF แตกต่างจากเทคโนโลยี RF แบบเดิมคือการใช้คลื่นวิทยุ 2 ความถี่ทำงานพร้อมกัน:

1. ความถี่สูง 6.78 MHz

  • เจาะลึกถึงชั้นผิวหนังส่วนต้น (Dermis)
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่
  • ทำให้ผิวดูเรียบเนียน ริ้วรอยตื้นขึ้น

2. ความถี่ต่ำ 2 MHz

  • เจาะลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Musculoaponeurotic System)
  • ยกกระชับโครงสร้างใบหน้าจากภายใน
  • ช่วยให้แก้มไม่ตก กรอบหน้าชัดเจน

การผสมผสานความถี่ทั้งสองนี้ทำให้ XERF ให้ผลลัพธ์ที่ครอบคลุมและเป็นธรรมชาติมากกว่า RF แบบความถี่เดียว

กระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนด้วย XERF

เมื่อคลื่นวิทยุจาก XERF ส่งเข้าสู่ผิว จะเกิดกระบวนการดังนี้:

  1. ความร้อนที่ควบคุมได้ – อุณหภูมิ 40-45°C ทำให้คอลลาเจนเดิมหดตัวทันที ผิวกระชับขึ้นทันที
  2. กระตุ้นเซลล์ Fibroblasts – เซลล์สร้างคอลลาเจนทำงานเพิ่มขึ้น ผลิตคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่
  3. ปรับโครงสร้างชั้น SMAS – ยกกระชับใบหน้าจากชั้นลึก เหมือนการทำศัลยกรรมแบบไม่ผ่าตัด
  4. ทำงาน 3 ระดับความลึก – ทั้งผิวชั้นตื้น กลาง และลึก ในครั้งเดียว

 

กระบวนการกระตุ้นคอลลาเจนด้วย XERF

 

ระบบความปลอดภัย:

  • Real-Time Temperature Monitoring – วัดอุณหภูมิตลอดเวลา
  • ICD Cooling Technology – ทำความเย็นปกป้องผิวชั้นนอก
  • ป้องกันผิวไหม้และความร้อนสะสม

 

ผลลัพธ์จากการทำ XERF เห็นผลเร็วแค่ไหน

ผลทันทีหลังทำ XERF

หนึ่งในจุดเด่นที่สุดของ XERF คือคุณจะเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังทำเสร็จ:

ทันทีหลังทำ 

  • ผิวกระชับ แน่นขึ้นเห็นได้ชัด
  • กรอบหน้าชัดเจนขึ้น
  • ร่องแก้มตื้นลง
  • แก้มดูยกขึ้น มีวอลุ่มมากขึ้น

ผลระยะกลาง (2-4 สัปดาห์)

  • ผิวเต่งตึงขึ้นเรื่อย ๆ
  • ผิวเรียบเนียน มีเนื้อผิวดีขึ้น
  • คอลลาเจนใหม่เริ่มสร้างตัว

ผลระยะยาว (2-3 เดือน)

  • ผลลัพธ์ดีที่สุด เห็นชัดเจนที่สุด
  • ผิวกระชับ อ่อนเยาว์ เป็นธรรมชาติ
  • ผลคงอยู่ได้ 1-2 ปี (ขึ้นอยู่กับอายุและการดูแล)

ผลลัพธ์เป็นธรรมชาติ ไม่ดูแข็ง

สิ่งที่ผู้ใช้บริการชื่นชอบ XERF คือความเป็นธรรมชาติของผลลัพธ์:

  • ใบหน้ากระชับ แต่ไม่แข็ง ไม่ดูผิดธรรมชาติ
  • ยังคงสีหน้าและรูปหน้าเดิมของคุณ แต่ดูอ่อนเยาว์กว่า
  • ไม่มีอาการบวม แดง หรือเขียวช้ำ
  • คนรอบข้างจะรู้สึกว่าคุณดูสดใส หน้าเด็กลง แต่บอกไม่ได้ว่าทำอะไรมา

 

 

เปรียบเทียบ XERF กับเทคโนโลยียกกระชับผิวอื่น ๆ

 

เปรียบเทียบ XERF กับเทคโนโลยียกกระชับผิวอื่น ๆ

XERF vs Monopolar RF แบบความถี่เดียว

Monopolar RF แบบเดิม (Single Frequency)

  • ใช้ความถี่เดียว เช่น 1 MHz หรือ 6.78 MHz
  • ทำงานได้เพียงความลึกระดับเดียว
  • ต้องรอ 2-4 สัปดาห์ถึงเห็นผลชัดเจน
  • อาจรู้สึกร้อนหรือไม่สบายขณะทำ

XERF (Dual-Frequency)

  • ใช้ 2 ความถี่พร้อมกัน (2 MHz + 6.78 MHz)
  • ครอบคลุมทั้งผิวชั้นตื้นและชั้นลึก
  • เห็นผลทันทีหลังทำ
  • สบายกว่า มีระบบความปลอดภัยสูง

 

XERF vs Bipolar RF

Bipolar RF

  • ใช้ขั้วไฟฟ้า 2 ขั้ววางใกล้กัน
  • พลังงานวนอยู่แค่ผิวชั้นตื้น
  • เหมาะกับริ้วรอยผิวเผิน ไม่สามารถยกกระชับลึกได้
  • ปลอดภัยสูง เจ็บน้อย

ข้อดีของ XERF เหนือกว่า:

  • เข้าถึงชั้น SMAS ได้ ยกกระชับจริง
  • ผลลัพธ์ชัดเจนกว่ามาก
  • แก้ปัญหาแก้มตก ผิวหย่อนคล้อยได้ดีกว่า

XERF vs HIFU

HIFU

  • ใช้คลื่นเสียงความถี่สูง
  • เจาะลึกถึงชั้น SMAS ได้
  • แต่รู้สึกเจ็บมาก (เหมือนเข็มแทง)
  • ต้องรอ 2-3 เดือนเต็มถึงเห็นผล
  • ไม่เหมาะกับผู้ที่ผิวบาง หรือทนเจ็บไม่ได้

ข้อดีของ XERF เหนือกว่า:

  • เจ็บน้อยกว่ามาก ไม่ต้องใช้ยาชา
  • เห็นผลทันที ไม่ต้องรอนาน
  • เหมาะกับคนที่กลัวเจ็บ

 

ข้อดีเด่นของ XERF ที่คุณต้องรู้

1. ไม่มี Downtime ทำเสร็จกลับบ้านได้เลย

Zero Downtime คือข้อดีใหญ่ของ XERF:

  • ทำเสร็จแล้วกลับไปทำงานได้ทันที
  • ไม่ต้องหยุดงาน ไม่ต้องลาพักร้อน
  • ไม่มีรอยแดง บวม หรือเขียวช้ำ
  • แต่งหน้าได้ปกติ ออกกำลังกายได้ (หลังผ่าน 24 ชม.)
  • นัดทำในช่วงพักเที่ยงก็ได้ ใช้เวลาแค่ 30-60 นาที

2. ระดับความเจ็บน้อย สบายกว่าเทคโนโลยีอื่น

ประสบการณ์ขณะทำ XERF:

  • รู้สึกอุ่น ๆ สบาย ๆ
  • อาจมีความรู้สึกจี๊ดเล็กน้อยในบางจุด
  • ไม่จำเป็นต้องใช้ยาชา
  • เจ็บน้อยกว่าเครื่องยกกระชับตัวอื่นมาก

เทคโนโลยีที่ช่วยลดความเจ็บ:

  • Wave Fit Pulse – ส่งพลังงานแบบราบเรียบ
  • Spider Pattern Effector – กระจายคลื่นสม่ำเสมอ ไม่เกิดจุดร้อน
  • ICD Cooling – ทำความเย็นลดความรู้สึกร้อน

3. ปลอดภัย ผ่านการรับรองมาตรฐาน

มาตรฐานความปลอดภัย:

  • ได้รับการรับรองจาก FDA (สหรัฐอเมริกา)
  • ได้รับการรับรองจาก อย. (ไทย) – ตรวจสอบที่คลินิก
  • มีระบบตรวจวัดอุณหภูมิแบบเรียลไทม์
  • เทคโนโลยี ICD Cooling ป้องกันผิวไหม้
  • มีงานวิจัยรองรับประสิทธิภาพและความปลอดภัย (2024)

4. ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า คงอยู่นาน

ความคุ้มค่าของ XERF:

  • เห็นผลทันที ไม่ต้องรอนาน
  • ผลลัพธ์คงอยู่ได้ 1-2 ปี
  • ทำ 1 ครั้งก็เห็นผลชัด (อาจต้องทำซ้ำตามคำแนะนำหมอ)

รีวิว xerf ยกกระชับเหนียง

 

รีวิว xerf เก็บเหนียง

 

รีวิว xerf ยกกระชับ หน้าเรียว

 

รีวิว xerf ยกกระชับเหนียง คอ

 

รีวิว xerf เก็บเหนียง ปรับรูปหน้า

ตัวอย่างรีวิว xerf ผลลัพธิ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

 

 

ใครควรทำ XERF และข้อควรระวัง

 

xerf เหมาะกับใคร

 

กลุ่มเป้าหมายที่เหมาะกับ XERF

คุณเหมาะกับ XERF หาก:

  • อายุ 30 ปีขึ้นไป มีปัญหาผิวเริ่มหย่อนคล้อย
  • แก้มตก ไม่มีวอลุ่ม กรอบหน้าไม่ชัด
  • มีริ้วรอยเหี่ยวย่น ผิวไม่กระชับ
  • ต้องการยกกระชับแบบไม่ผ่าตัด ไม่ฉีด
  • ไม่มีเวลาพักฟื้น ต้องกลับไปทำงานทันที
  • กลัวเจ็บ หรือเคยทำ RF/HIFU ตัวอื่นแล้วรู้สึกเจ็บมาก
  • ต้องการผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติ

 

ข้อห้ามและข้อควรระวังก่อนทำ XERF

ไม่ควรทำ XERF หาก:

  • กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • มีโรคผิวหนังในบริเวณที่จะทำ (สิว ผื่น แผล)
  • มีประวัติแพ้ความร้อน
  • มีเครื่องกระตุ้นหัวใจฝังในตัว
  • มีโลหะฝังในบริเวณใบหน้า (ยกเว้นฟิลเลอร์/โบท็อกซ์)
  • มีโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง

ข้อควรระวัง:

  • ปรึกษาแพทย์ก่อนทำทุกครั้ง
  • แจ้งประวัติการทำฟิลเลอร์/โบท็อกซ์
  • หลีกเลี่ยงแดดจัดหลังทำ ทาครีมกันแดด
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยฟื้นฟูผิว

 

วิธีเลือกคลินิกทำ XERF ที่ดี

สิ่งที่ต้องเช็คก่อนตัดสินใจ

1. ตรวจสอบเครื่อง XERF แท้

  • ขอดูเลขทะเบียนจาก อย.
  • เครื่องต้องเป็นของแท้ ไม่ใช่เครื่องลอกเลียนแบบ
  • มีการบำรุงรักษาเครื่องสม่ำเสมอ

2. ประสบการณ์ของแพทย์

  • แพทย์ผู้ทำต้องผ่านการอบรม
  • มีใบประกอบวิชาชีพแพทย์ถูกต้อง
  • มีประสบการณ์การใช้เครื่อง XERF

3. รีวิวและผลงาน

  • ดูภาพผลงาน Before-After ของคลินิก
  • อ่านรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง
  • ตรวจสอบชื่อเสียงของคลินิก

4. ราคาที่เหมาะสม

  • ไม่ถูกผิดปกติจนน่าสงสัย
  • ราคาต้องสมเหตุสมผลตามมาตรฐาน
  • ระวังโปรโมชั่นล่อลวงที่อาจใช้เครื่องปลอม

5. การให้คำปรึกษา

  • มีการปรึกษาก่อนทำ (Consultation)
  • แพทย์วินิจฉัยและให้คำแนะนำอย่างละเอียด
  • ไม่ยัดเยียดให้ทำทรีตเมนต์เกินความจำเป็น

 

สรุป: XERF คือทางเลือกใหม่สำหรับผิวกระชับดูเป็นธรรมชาติ

XERF คือเทคโนโลยียกกระชับผิวหน้าล่าสุดที่ตอบโจทย์คนยุคใหม่ที่ต้องการ:

  • ผลลัพธ์ไว – เห็นผลทันทีหลังทำ ไม่ต้องรอนาน
  • ไม่เจ็บ
  • ไม่ต้องพักฟื้น – กลับไปทำงานได้เลย
  • เป็นธรรมชาติ – ไม่ดูแข็ง ผิวกระชับแบบ Natural
  • ปลอดภัย – มีระบบความปลอดภัยผ่านมาตรฐาน

หากคุณกำลังมองหาวิธีทำให้หน้าเด็ก ผิวกระชับ แก้มไม่ตก แต่ไม่อยากผ่าตัด XERF อาจเป็นคำตอบที่คุณกำลังมองหา

คำแนะนำสุดท้าย

  • ปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์ก่อนตัดสินใจ
  • เลือกคลินิกที่น่าเชื่อถือ มีเครื่องแท้
  • ตั้งความคาดหวังให้เหมาะสม XERF ไม่ใช่การผ่าตัด
  • ดูแลผิวหลังทำอย่างถูกต้องเพื่อผลลัพธ์ที่ยั่งยืน

คำเตือน: บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ โปรดปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์ก่อนตัดสินใจทำทรีตเมนต์ใด ๆ

read more
Profhilo คืออะไร — ข้อดี เทคนิค และสิ่งที่ควรรู้ก่อนฉีด

Profhilo คืออะไร — ข้อดี เทคนิค และสิ่งที่ควรรู้ก่อนฉีด

Profhilo คืออะไร?

 

Profhilo (โปรฟิโล) เป็นนวัตกรรมในกลุ่ม Skin Booster / Bio‑Remodeling ที่ใช้สารไฮยาลูโรนิกแอซิด (Hyaluronic Acid, HA) ความเข้มข้นสูง เพื่อฟื้นฟูโครงสร้างใต้ผิว กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน โดยไม่เน้นการเติมเต็มปริมาตรจุดใดจุดหนึ่ง (ไม่ใช่ฟิลเลอร์ที่เติมเต็ม)

  • ใช้เทคโนโลยี NAHYCO Hybrid Technology ที่รวม HA สองขนาด (สายสั้น + สายยาว) ให้เกิดเป็นสารที่มีความคงตัวและกระจายตัวดีใต้ผิวหนัง
  • เมื่อฉีดเข้าไป สาร HA จะค่อย ๆ ปล่อยออกและกระจายใต้ผิว พร้อมดึงน้ำ ช่วยให้ชั้นผิวได้รับความชุ่มชื้น และในเวลาเดียวกันจะส่งสัญญาณให้ fibroblast (เซลล์สร้างคอลลาเจน) ทำงานมากขึ้น ฟื้นฟูคุณภาพของผิวโดยรวม
  • โปรไฟโลจึงเรียกว่าเป็นการ ปรับโครงสร้างผิวใหม่ (Remodeling) มากกว่าการเติมเต็มร่องริ้วรอยเฉพาะจุด

 

 

ทำไมถึงได้รับความนิยม?

การฉีด Profhilo มีจุดเด่นหลายประการ

การฉีดมีจุดเด่นหลายประการ ดังนี้:

  • ฟื้นฟูผิวให้ชุ่มชื้น อิ่มน้ำทั่วผิวหน้า — ไม่ได้แค่เติมเต็มเฉพาะจุด
  • ช่วยให้ผิวยืดหยุ่นขึ้น ลดความหย่อนคล้อย กระชับผิวโดยรวม
  • ลดริ้วรอยเล็ก ๆ และผิวไม่เรียบ — โดยเฉพาะริ้วรอยตื้น ๆ หรือริ้วรอยบริเวณผิวด้านบน
  • ใช้จุดฉีดน้อย เช่น เทคนิค BAP (Bio Aesthetic Points) 5 จุดต่อข้างใบหน้า ช่วยให้สารสามารถกระจายได้ทั่วใต้ผิวโดยไม่ต้องฉีดเยอะ
  • เวลาทำและการพักฟื้นน้อย — หลังฉีดสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที โดยผลข้างเคียงมักเป็นจุดเข็ม ช้ำเล็กน้อย หายได้เองใน 5–7 วัน

 

การฉีด Profhilo: ขั้นตอนและวิธีการ

1. การประเมินโดยแพทย์

แพทย์จะตรวจสภาพผิว วิเคราะห์ปัญหาที่ต้องการปรับ เช่น ผิวหย่อนคล้อย ผิวแห้ง ริ้วรอย หรือหลุมสิว พร้อมให้คำแนะนำว่า Profhilo เหมาะสมกับคุณหรือไม่

2. การเตรียมตัวก่อนฉีด

  • ทำความสะอาดผิวหน้า
  • อาจทายาชา (ขึ้นกับแต่ละเคส)
  • ประเมินจุดฉีดตามแผนที่ BAP หรือจุดที่เหมาะสม

3. ขั้นตอนการฉีด

  • แพทย์จะฉีด Profhilo ที่จุดที่กำหนด (เช่น 5 จุดต่อข้างใบหน้า) ลึกประมาณระดับใต้ผิว (2–3 มม. หรือชั้น Dermis)
  • ปริมาณ HA จะค่อย ๆ กระจายตัวภายในชั้นผิวโดยไม่มีการจับตัวเป็นก้อน
  • ใช้เวลาฉีดประมาณ 15–20 นาที ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและจำนวนจุดฉีด

4. หลังฉีด & ดูแลตัวเอง

  • หลีกเลี่ยงการนวดแรง บริเวณที่ฉีด
  • หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ความร้อนจัด ซาวน่า
  • ไม่แต่งหน้าหรือใช้สกินแคร์ที่อาจระคายเคืองใน 24 ชม.
  • รอยช้ำจุดเข็มอาจเกิดขึ้นบ้าง แต่จะหายภายในไม่กี่วัน

 

ควรฉีดกี่ครั้ง? เห็นผลเมื่อไหร่?

  • โดยทั่วไปแนะนำให้ฉีด 2 ครั้ง ห่างกัน 1 เดือน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและยาวนาน
  • ผลลัพธ์เริ่มเห็นได้ตั้งแต่ 1–2 สัปดาห์ หลังการฉีด และจะชัดขึ้นใน 3–4 สัปดาห์
  • ระยะเวลาที่ผลอยู่ได้นานประมาณ 6–9 เดือน ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของผิวแต่ละคน หากต้องการรักษาผลให้คงที่ อาจฉีดซ้ำ (maintenance) ทุก 6 เดือน

ใครที่เหมาะกับการฉีด Profhilo?

ใครที่เหมาะกับการฉีด Profhilo?

Profhilo เหมาะสำหรับ:

  • ผู้ที่เริ่มมี ผิวหย่อนคล้อย แต่ไม่ต้องการเปลี่ยนโครงหน้า
  • ผู้ที่ผิวแห้ง กร้าน ขาดความชุ่มชื้น
  • ผู้ที่ต้องการเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผิว
  • ผู้ที่มีริ้วรอยตื้น ๆ หรือต้องการให้ผิวเรียบเนียนขึ้น
  • ผู้ที่มี หลุมสิว โดยใช้ควบคู่การรักษาหลุมสิวอื่น ๆ เพื่อผลลัพธ์ที่ดีขึ้น

อย่างไรก็ดี หากมีโรคเลือดออกง่าย ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือแพ้สารใน HA ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสมอ

 

ความแตกต่างระหว่าง Profhilo กับฟิลเลอร์, Sculptra

คุณสมบัติ Profhilo ฟิลเลอร์ (HA แบบ cross‑linked) Sculptra / PLLA / Biostimulator
จุดประสงค์หลัก ฟื้นฟูผิว เติมความชุ่มชื้น ปรับโครงสร้าง เติมเต็มร่องลึก ปรับโครงหน้า กระตุ้นคอลลาเจนในระดับลึก
การเติมปริมาตร ไม่เติมเต็มจุดใหญ่ เติมเต็มเฉพาะจุด ไม่เติมปริมาตรโดยตรง
การกระจายสาร กระจายใต้ผิวอย่างทั่วถึง อยู่เฉพาะจุดฉีด มีการกระตุ้นในระดับลึก
เวลาพักฟื้น / ผลข้างเคียง ต่ำมาก ขึ้นกับจุดฉีด อาจมีอาการบวม ช้ำมากกว่า
เหมาะกับ อยากให้ผิวดูดีขึ้น ผิวโดยรวม อยากเติมเต็มจุด เช่น ร่องแก้ม คาง ต้องการผลลัพธ์การสร้างคอลลาเจนในระยะยาว

Profhilo จึงมักถูกนำมาใช้ร่วมกับการฉีดฟิลเลอร์หรือโบทูลินัม เพื่อได้ผลแบบองค์รวม ทั้งเติมเต็มรูปหน้าและฟื้นฟูคุณภาพผิวไปพร้อมกัน

 

 

ความเสี่ยง ผลข้างเคียง และข้อควรระวัง

  • รอยช้ำ จุดเข็ม หรือจุดแดงเล็กน้อย — โดยปกติหายใน 5–7 วัน
  • บวมแดงชั่วคราว
  • อาการตึงหรือปวดบริเวณจุดฉีด
  • หากฉีดไม่ถูกวิธี อาจเกิดก้อนหรือ HA รวบตัวได้ — การเลือกคลินิก/แพทย์ที่มีฝีมือจึงสำคัญ

 

คำแนะนำเมื่อคุณต้องการทำ Profhilo ที่ Tararin

  • สอบถามข้อมูลล่วงหน้า เช่น ราคาปัจจุบัน แพ็กเกจจุดฉีด
  • ขอดูรีวิวและภาพก่อน‑หลัง จากคนไข้ที่ได้ทำ Profhilo กับ Tararin
  • ปรึกษาแพทย์โดยตรง — แจ้งโรคประจำตัว ยาที่ใช้ และประวัติแพ้
  • วางแผนการฉีดซ้ำ รักษาผลลัพธ์ในระยะยาว
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำหลังทำอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผิวฟื้นตัวได้ดีที่สุด

 


 

การ ฉีด Profhilo ที่ Tararin Clinic

 

การ ฉีด Profhilo ที่ Tararin Clinic คือทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการ ฟื้นฟูผิวแบบองค์รวม โดยมุ่งเน้นโครงสร้างใต้ผิวให้แข็งแรง ยืดหยุ่น และอิ่มน้ำมากขึ้น โดยไม่เปลี่ยนรูปหน้าอย่างชัดเจน Tararin มุ่งเน้นความปลอดภัย คุณภาพ และผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ พร้อมการดูแลตั้งแต่ก่อนทำจนถึงหลังทำ

หากคุณสนใจรับบริการ Profhilo กับ Tararin Clinic — สามารถติดต่อสอบถามราคาปัจจุบัน นัดปรึกษาแพทย์ สาขาที่อยู่ใกล้บ้าน หรือขอแพ็กเกจเฉพาะของแต่ละสาขาก่อนได้ครับ

 

 

TARARIN CLINIC ผู้ส่งมอบความงามเพื่อทุกคนที่ต้องการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง ” New confidence, New you “

read more
Ejal40 คืออะไร? ทำไมคนรักผิวต้องรู้จัก

Ejal40 คืออะไร? ทำไมคนรักผิวต้องรู้จัก

รู้จัก Ejal40 คืออะไร?

Ejal ช่วยเรื่องอะไร
Ejal ช่วยเรื่องอะไร

 

Ejal40 เป็นสารในกลุ่ม Hyaluronic Acid (HA) ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการดูแลผิวอย่างล้ำลึก ด้วยโมเลกุลเฉพาะที่ช่วยเสริมความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และยังช่วยฟื้นฟูโครงสร้างผิวในระดับที่ลึกกว่าเมโสทั่วไป

ลักษณะของ HA ใน เอจอล40 มีการเรียงตัวแบบ Hybrid HA โดยใช้ความเข้มข้นของโมเลกุลขนาดกลาง (Medium Molecular Weight) ในระดับ 40 มิลลิกรัม ต่อ 2 มิลลิลิตร ซึ่งถูกออกแบบมาให้เหมาะกับ การฉีดบำรุงผิว บริเวณใบหน้า คอ หรือมือ

จุดเด่น อยู่ที่ความสามารถในการกระตุ้นคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิกจากธรรมชาติในร่างกายให้กลับมาทำงานดีขึ้นอีกครั้ง เหมาะสำหรับผู้ที่เริ่มมีริ้วรอย ผิวแห้ง หรือผิวขาดความชุ่มชื้น

 

 

คุณสมบัติของ Ejal40 ที่ควรรู้

Ejal40 ไม่ใช่ฟิลเลอร์ และไม่ใช่โบทูลินั่มท็อกซิน แต่เป็นสารที่ช่วยส่งเสริมการสร้างโครงสร้างผิวแบบเป็นธรรมชาติ ด้วยคุณสมบัติดังนี้:

  • เพิ่มความชุ่มชื้น อย่างล้ำลึกในทุกชั้นผิว
  • ช่วยให้ผิวดูแน่น อิ่มน้ำ และดูสุขภาพดี
  • กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน ในผิว
  • ปรับสภาพผิวให้เรียบเนียนขึ้น โดยเฉพาะบริเวณร่องแก้ม ร่องใต้ตา หรือมุมปาก
  • เหมาะกับทุกสภาพผิว โดยเฉพาะผิวที่เริ่มมีสัญญาณแห่งวัย

ผลลัพธ์ของ เอจอล40 จะค่อยเป็นค่อยไป ไม่เปลี่ยนแปลงฉับพลัน ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลผิวโดยไม่ต้องพึ่งการผ่าตัด หรือหัตถการที่ซับซ้อน

 

 

 

 

 

เหมาะกับใคร? และควรฉีดบ่อยแค่ไหน?

 

Ejal ช่วยเรื่องอะไร

 

ejal40 เหมาะกับใคร

เหมาะสำหรับ

  • ผู้ที่เริ่มมีริ้วรอย หรือผิวขาดน้ำ
  • ผู้ที่ต้องการดูแลผิวโดยไม่ต้องใช้สารเติมเต็มแบบฟิลเลอร์
  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวให้ดูมีสุขภาพดีแบบค่อยเป็นค่อยไป

ความถี่ในการทำ

  • เดือนที่ 1–2: ฉีด 1 ครั้ง/เดือน
  • เดือนที่ 3–4: ทำซ้ำอีกครั้งเพื่อเสริมผล
  • หลังจากนั้น: ทำทุก 3–6 เดือนตามความเหมาะสม

การทำอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้ผิวได้รับการดูแลในระยะยาวและตอบสนองต่อสารกระตุ้นได้ดีขึ้น

 

 

ขั้นตอนการฉีด เอจอล40 ทำอย่างไร?

การดูแลด้วย เอจอล40 จะใช้เทคนิคที่เรียกว่า 4 Bio BAP Technique (Bio Aesthetic Points) โดยเลือกจุดฉีดหลัก 4 จุดในแต่ละข้างของใบหน้า เพื่อให้กระจายตัวของ HA อย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ขั้นตอนทั่วไป ได้แก่:

  • ปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินสภาพผิว
  • ทำความสะอาดใบหน้า และเตรียมผิวก่อนการทำหัตถการ
  • ฉีดสารบำรุง เอจอล40 บริเวณที่เหมาะสม โดยใช้เทคนิคเฉพาะ
  • หลังทำ อาจมีอาการบวมเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปใน 1-3 วัน

ข้อควรระวัง:

  • ต้องทำโดยผู้ประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
  • หลีกเลี่ยงการแตะบริเวณที่ฉีดภายใน 6 ชั่วโมง
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหรืออยู่ในที่ร้อนจัดภายใน 24 ชั่วโมงแรก

สรุปข้อดีของการดูแลผิวด้วย เอจอล40

หัวข้อ รายละเอียด
ประเภทสาร Hyaluronic Acid แบบโมเลกุลกลาง
เทคนิค 4 จุด Bio Aesthetic Points
จุดฉีด ใบหน้า คอ หลังมือ
เหมาะกับ ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวแบบธรรมชาติ
ความถี่ แนะนำทุก 1–3 เดือน

ข้อสังเกต: การตอบสนองของผิวในแต่ละบุคคลอาจแตกต่างกัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับโครงสร้างผิวเดิม และการดูแลหลังทำ

 

 

ทำไม TARARIN CLINIC ถึงเลือกใช้ Ejal40?

TARARIN CLINIC ให้บริการดูแลผิวโดยยึดหลักความปลอดภัย และมุ่งเน้นให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลอย่างตรงจุด ด้วยทีมผู้ให้บริการที่ผ่านการอบรมตามมาตรฐานของวิชาชีพในสถานพยาบาล

เหตุผลที่ TARARIN CLINIC เลือกใช้ Ejal40 ในการดูแลผิว ได้แก่:

  • เป็นสารในกลุ่ม HA ที่ผ่านการรับรองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในต่างประเทศ
  • มีความเหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวโดยไม่ต้องการเปลี่ยนโครงสร้างใบหน้า
  • ใช้เทคนิคการฉีดที่เป็นมาตรฐานทางการแพทย์
  • ทุกขั้นตอนเป็นไปตามแนวทางของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ

คุณสามารถปรึกษาเพื่อรับคำแนะนำจากผู้ให้บริการที่มีความรู้เฉพาะทาง โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการประเมินเบื้องต้น

 


 

หากคุณต้องการ เริ่มต้นดูแลผิวด้วย เอจอล40 และต้องการรับคำปรึกษาอย่างมืออาชีพจากผู้ให้บริการในสถานพยาบาลที่ได้รับอนุญาต สามารถ จองคิวได้เลยผ่านทางหน้าเว็บไซต์ของธารารินคลินิก หรือติดต่อผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียที่คุณสะดวกที่สุด

 

 

TARARIN CLINIC
ผู้ส่งมอบความงามเพื่อทุกคนที่ต้องการลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง
“New confidence, New you”

 

 

 

read more
Oligio เทคโนโลยียกกระชับผิวใหม่ล่าสุด เพื่อผิวเรียบตึงแบบไม่ต้องผ่าตัด

Oligio เทคโนโลยียกกระชับผิวใหม่ล่าสุด เพื่อผิวเรียบตึงแบบไม่ต้องผ่าตัด

ในปัจจุบันเทคโนโลยีเพื่อความงามได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการดูแลผิวพรรณให้ดูอ่อนเยาว์โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัด Oligio คือหนึ่งในนวัตกรรมที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วยคุณสมบัติในการยกกระชับผิวหน้า ลดเลือนริ้วรอย และฟื้นฟูผิวให้เรียบเนียน ด้วยคลื่นความถี่วิทยุแบบขั้วเดียว (Monopolar RF) ที่ลงลึกถึงชั้นผิวได้อย่างปลอดภัยและเห็นผล

 

Oligio คืออะไร?

Oligio (โอลิจิโอ) เป็นเทคโนโลยีเพื่อการยกกระชับผิวหน้าโดยใช้พลังงานคลื่นวิทยุความถี่สูง (Radio Frequency: RF) ที่ได้รับการออกแบบมาให้ปล่อยพลังงานอย่างสม่ำเสมอและแม่นยำไปยังผิวหนังชั้นลึก โดยไม่กระทบกับผิวหนังชั้นบน พลังงานนี้จะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ไฟโบรบลาสต์ ทำให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใหม่และจัดเรียงตัวของเส้นใยอิลาสติน ส่งผลให้ผิวตึงกระชับขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

Oligio คืออะไร

ทคโนโลยีนี้ถูกออกแบบมาเพื่อให้เหมาะกับคนเอเชียโดยเฉพาะ สามารถใช้ได้กับทุกสภาพผิว โดยไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้หรือผลข้างเคียงรุนแรง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวโดยไม่ต้องพักฟื้นหรือเสี่ยงจากการผ่าตัด

 

จุดเด่นของ Oligio ที่ทำให้แตกต่างจากเครื่องมือยกกระชับอื่น

หนึ่งในจุดเด่นของ โปรแกรม Oligio คือการควบคุมพลังงานได้อย่างสม่ำเสมอ จึงให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและลดความรู้สึกเจ็บระหว่างทำ เมื่อเทียบกับเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น Thermage หรือ HIFU โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัญหาผิวบางหรือมีไขมันใต้ผิวหนังไม่มาก Oligio จะสามารถให้ผลลัพธ์ที่นุ่มนวลและปลอดภัยยิ่งกว่า

จุดเด่นสำคัญอื่น ๆ ได้แก่:

  • ✅ ความรู้สึกสบายขณะรับบริการ
  • ✅ ไม่มีแผล ไม่เกิดรอยไหม้บนผิว
  • ✅ ไม่ต้องพักฟื้น
  • ✅ เห็นผลได้ตั้งแต่ครั้งแรก
  • ✅ ผลลัพธ์อยู่ได้นานถึง 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว

 

Oligio ช่วยเรื่องอะไรบ้าง?

Oligio ช่วยเรื่องอะไรบ้าง

 

Oligio ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ปัญหาผิวที่พบบ่อย ได้แก่

  • ผิวหน้าหย่อนคล้อย ขาดความกระชับ
  • กรอบหน้าไม่ชัด
  • มีริ้วรอยรอบดวงตา หน้าผาก หรือมุมปาก
  • ร่องแก้มลึก ผิวดูเหนื่อยล้า
  • รูขุมขนกว้าง
  • ผิวไม่เรียบเนียน

นอกจากนี้ยังสามารถใช้บริเวณลำคอ ใต้คาง และเนินอกได้อีกด้วย

 

Oligio เหมาะกับใคร?

Oligio เหมาะกับใคร?

การทำ Oligio เหมาะสำหรับผู้ที่มีอายุ 25 ปีขึ้นไป หรือเริ่มมีสัญญาณของผิวหย่อนคล้อย เช่น

  • ผู้ที่ต้องการยกกระชับใบหน้าโดยไม่ผ่าตัด

  • ผู้ที่กลัวเข็มหรือการฉีดฟิลเลอร์ โบทูลินัม

  • ผู้ที่มีเวลาจำกัด ไม่สะดวกพักฟื้น

  • ผู้ที่ต้องการฟื้นฟูผิวแบบธรรมชาติ

หากคุณมีปัญหาเหล่านี้ โปรแกรม Oligio อาจเป็นคำตอบที่คุณตามหา

 

ความแตกต่างระหว่าง Oligio, Thermage และ HIFU

เทคโนโลยี ประเภทพลังงาน ความลึกของพลังงาน ความรู้สึกขณะทำ เหมาะกับใคร
Oligio คลื่นวิทยุ RF (Monopolar) ลงลึกถึงชั้น SMAS เจ็บน้อย สบายผิว ผู้ที่เริ่มมีความหย่อนคล้อย ต้องการความสบาย
Thermage RF ขั้วเดียว ลึกถึงชั้นไขมัน เจ็บค่อนข้างมาก ผู้ที่มีไขมันใต้ผิวมาก
HIFU อัลตร้าซาวด์ เฉพาะจุดในชั้น SMAS อาจรู้สึกจี๊ด ๆ ผู้ที่ต้องการยกกระชับเฉพาะจุด

 

ข้อควรรู้ก่อนทำ Oligio

  • หลีกเลี่ยงการโดนแดดจัด 3 วันก่อนและหลังทำ

  • ห้ามขัดหน้าหรือทำเลเซอร์อื่นร่วมในช่วง 1 สัปดาห์

  • หลังทำควรบำรุงและทาครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ

  • ควรทำซ้ำทุก 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพผิว

 

 

ขั้นตอนการทำโปรแกรม Oligio ที่ธารารินคลินิก ร้อยเอ็ด

  1. ปรึกษาแพทย์
    แพทย์จะประเมินปัญหาผิว ความเหมาะสม และวางแผนการรักษาให้เหมาะกับแต่ละบุคคล

  2. เตรียมผิวก่อนทำ
    ทำความสะอาดผิวหน้า และทายาชาบริเวณที่ต้องการรักษา

  3. เริ่มทำโปรแกรม Oligio
    ใช้หัวเครื่องมือสัมผัสผิวพร้อมปล่อยพลังงาน RF ไปยังชั้นผิวที่ต้องการ โดยจะใช้เวลาเฉลี่ย 30-60 นาที ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ทำ

  4. หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ทันที
    โดยไม่ต้องพักฟื้น อาจมีรอยแดงเล็กน้อย ซึ่งจะหายไปใน 1-2 ชั่วโมง

 

ทำไมต้องเลือกทำ Oligio ที่ธารารินคลินิก ร้อยเอ็ด?

ธารารินคลินิกเลือกใช้เครื่องมือแท้ที่ผ่านการรับรองจาก อย. พร้อมด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านผิวพรรณและความงาม ที่มีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี

  • มีการวิเคราะห์และออกแบบโปรแกรมให้เหมาะกับสภาพผิวแต่ละบุคคล

  • ควบคุมการรักษาโดยแพทย์ทุกเคส

  • ใช้เครื่องมือแท้ ได้มาตรฐาน ไม่ใช้หัวปลอม

  • ให้คำแนะนำหลังการรักษาอย่างใกล้ชิด

 

Oligio ราคาเท่าไหร่

ราคา Oligio

 


 

จองโปรแกรม Oligio กับแพทย์ ธารารินคลินิก สาขาร้อยเอ็ด
ที่อยู่ : ถนนเรียบคลองรอบเมือง หลังร้อยเอ็ดซิตี้ 56/2 ถ.รอบเมือง ต.ในเมือง อ.เมืองร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด 45000
Line ID : @tararinroiet หรือคลิก 👉 https://lin.ee/zaWJjjz
Facebook 👉 https://fb.com/tararinroiet
TEL. 📲 0930960828
แผนที่ 📌 https://goo.gl/maps/KbWtyLeC44Zbx9rg8
read more
Atelocollagen คืออะไร?

Atelocollagen คืออะไร?

Atelocollagen คืออะไร? รู้จักคอลลาเจนบริสุทธิ์สำหรับการรักษาทางการแพทย์

read more
กำจัดไฝด้วย CO2 Laser ดีกว่าวิธีอื่นอย่างไร? เปรียบเทียบข้อดี–ข้อเสียที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจ

กำจัดไฝด้วย CO2 Laser ดีกว่าวิธีอื่นอย่างไร? เปรียบเทียบข้อดี–ข้อเสียที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจ

กำจัดไฝด้วย CO2 Laser ดีกว่าวิธีอื่นอย่างไร? เปรียบเทียบข้อดี–ข้อเสียที่คุณควรรู้ก่อนตัดสินใจ

read more